ทำไมลิ้นของแมวสากจัง ?

ลิ้นของแมวมีหนามเล็ก ๆ ที่เอียงไปด้านหลังเรียกว่า Papillae หนามเหล่านี้เป็นคล้ายวัสดุแข็งเพราะมันคือ Keratin (วัสดุแข็งชนิดเดียวกับเล็บของคนเรา)  หนาม Papillae เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนแปรงสำหรับแปรงขนในตัว และช่วยขูดเนื้อออกจากกระดูกอีกทั้งช่วยในการเลียน้ำด้วย  นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการมันครับ


ฉันจะเลีย …. ใครจะทำไม 😸🤣😂

จรวด HIMARS คืออะไร ?

” M142 HIMARS ”  ชื่อนี้ไม่ได้หมายความถึงจรวด แต่เป็นแท่นยิงที่ประกอบกับรถบรรทุก เหมือนกับจรวด BM-21 ของไอ้เหี้ยเหมนนั่นแหละครับ แต่ HIMARS เหนือชั้นกว่าหลายขุมม๊ากกก  อย่าง BM-21 ของไอ้เหมนยิงได้ประมาณ 30 กิโลเมตรแต่ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายได้ ก็คือมันเป็นจรวดโง่ ไม่มีระบบนำทางที่แม่นยำ ยิงตรงไหนตกตรงไหนในระยะ 30 – 40 กิโลเมตรก็แล้วแต่บุญแต่กรรม

แต่ HIMARS ที่เรากำลังสนใจนี้มันมีจรวด “ER-GMLRS” (ER =  Extended-Range)  จรวดรุ่นนี้มีระยะยิง 130 กิโลเมตร  นำวิถีด้วย GPS + Inertial Measurement Unit (IMU) สามารถกำหนดเป้าหมายได้เลย โดยมีความแม่นยำในระดับต่ำกว่า 10 เมตร ค่าเฉลี่ยจากการทดสอบอยู่ที่ประมาณ 4 – 6 เมตรเท่านั้น  

ภาพรถบรรทุก + แท่นยิง HIMARS

ลูกจรวด ER-GMLRS ระยะยิง 130 กิโลเมตรในระดับความแม่นยำ 4 – 6 เมตร


ส่วนภาพล่างนี้คือจรวด ATACMS ระยะยิงไกลสุดประมาณ 300 กิโลเมตร สามารถยิงได้จากฐานยิง M142 HIMARS  ซึ่งตัวนี้ก็เป็นไปได้ยากหน่อยที่กองทัพบกจะได้ เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสหรัฐว่าจะขายให้เราไหม


ประเด็นสำคัญก็คือ หากกองทัพบกไทยไม่ได้จรวด ATACMS ระยะย 300 กิโลเมตร …. มันจะไม่ต่างอะไรจาก DTI D-1G ที่ไทยเราผลิตเองสักเท่าไหร่ เพราะ DTI-1G มีระยะยิง 180 กิโลเมตรและตัว “ลูกจรวด” นำวิถีเหมือนกัน

และเรายังมีแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง D11A ซึ่งใช้ต้นแบบจากแท่นยิงและลูกจรวดของบริษัทเทคโนโลยีของอิสราเอล ข้อดีก็คือทางอิสราเอลยินดีที่จะส่งมอบเทคโนโลยีและสิทธิบัตรในการผลิตลูกจรวด Predator Hawk ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่แบบนำวิถีที่ยิงได้ไกล 300 กิโลเมตรให้กับเราด้วย (แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา)

สรุปแล้ว …. ที่ดีที่สุดก็คือ M142 HIMARS + ลูกจรวด ER-GMLRS ระยะยิง 130 กิโลเมตรครับ  หากเราได้มาจริงก็จะพลิกโฉมและเปลี่ยนเกมการรบกับกัมพูชาอย่างแน่นอน เพราะระยะยิงระดับ 70 ถึงร้อยกว่ากิโลเมตรด้วยความแมนแบบจับวางในระดับ 4 – 6 เมตร มันจะทำลายที่หมายต่าง ๆ ได้เพียงแค่กระดิกนิ้วเท่านั้นเอง โดยที่ไอ้เหี้ยเหมนไม่มีทางต่อต้านได้เลย

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ Oppenheimer

ชื่อภาพยนตร์  ” Oppenheimer ”  มาจากชื่อบุคคลหนึ่งคือ Julius Robert Oppenheimer (แสดงโดย Cillian Murphy) เขาเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในโครงการแมนแฮตตัน (Manhattan Project) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ

ภาพของ Robert Oppenheimer ใน 2 ช่วงอายุ

ภาพ Cillian Murphy (ซ้าย) กับ Oppenheimer (ขวา)

Oppenheimer จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Harvard และ ปริญญาโท – เอกจาก University of Göttingen (German)ในสาขา Quantum physics  ต่อมาได้ทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย University of California, Berkeley และที่ California Institute of Technology (CalTech) แต่เป็นอาจารย์ทั้ง 2 แห่งแค่ไม่ถึงปีเท่านั้นเพราะเขาเลือกที่จะทำงานวิจัยด้าน Nuclear physics แทน

โครงการแมนแฮตตัน
โครงการแมนแฮตตัน หรือชื่อที่เป็นทางการ คือ Manhattan Engineering District  เป็นความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสหรัฐพบว่านาซีเยอรมันกำลังสร้างอาวุธคล้ายกันนี้

การวิจัยสร้างอาวุธนิวเคลียร์นำทีมโดย Oppenheimerโดยอยู่ใต้การดูแลของพลโท Leslie R. Groves (แสดงโดย Matt Damon)

Matt Damon  และ   Lieutenant General Leslie Richard Groves Jr.

Oppenheimer  กับ  Groves

การวิจัยทำที่ห้องปฏิบัติการ Los Alamos รัฐนิวเม็กซิโกโครงการแมนแฮตตันได้สร้าง และทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ เพียง 1 ลูกคือในแผนปฏิบัติการ code name  ” Trinity ” ทดสอบเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ในทะเลทรายใกล้เมือง Alamogordo รัฐนิวเม็กซิโก (ซึ่งก็คือเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเองครับ)

แผนที่ของหน่วยงานในโครงการแมนแฮตตัน

ภาพมุมสูงของสถานีวิจัยที่ Los Alamos

( ปัจจุบัน  ที่ Los Alamos เป็นที่ตั้งของ  Los Alamos National Laboratory (LANL)
https://about.lanl.gov/
  เป็นสถาบันหลักที่วิจัยเกี่ยวกับนิวเคลียร์ และเป็นที่วิจัยของนักศึกษาปริญญาโท-เอก ด้วย )

ส่วนระเบิดนิวเคลียร์อีก 2 ลูกจากโครงการแมนแฮตตันที่นำไปใช้งานจริง  ทิ้งจริง  ตายจริง ก็คือ ….
– ระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมะ 6 สิงหาคม 1945  
– ระเบิดนิวเคลียร์ Fat Man ทิ้งลงที่เมืองนางาซากิ 9 สิงหาคม 1945 

โครงการแมนแฮตตันเลือกสถานที่เป็นทะเลทรายที่ Los Alamos รัฐนิวเม็กซิโก  เพราะต้องการพื้นที่ห่างไกล โดดเดี่ยว และไม่มีผู้คนอาศัย   นักวิทยาศาสตร์ยังต้องการพื้นที่ราบเพื่อลดผลกระทบจากการระเบิด  และต้องมีลมพัดเพียงเล็กน้อยเพื่อลดกระจายกัมมันตภาพรังสี  พลโท Leslie จึงได้เสนอสถานที่แห่งนี้  และเมื่อเริ่มโครงการ ฯ  นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐแคนดาดา และอังกฤษจะต้องมาอยู่ใน site นี้โดยห้ามติดต่อโลกภายนอกเป็นเวลา 2 ปีเศษ

ระเบิดนิวเคลียร์
ลูกระเบิด ฯ ลูกแรกที่ทดลองในโครงการนี้ใช้ทั้ง Plutonium เป็นตัว fissile (Fissile คือ ธาตุกัมมันตรังสีที่กำเนิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้เกิดการระเบิดรุนแรง)  ทางทีมงานได้เรียกชื่อระเบิดนี้ว่า “Gadget”   gadget นี้เป็นระเบิดแบบ Implosionมิใช่แบบ gun type  รายละเอียดตามภาพล่างนี้ครับ

การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก
การทดลองระเบิด ฯ ลูกแรกนี้  ก็คือเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งเราก็ต้องรอลุ้นชมฉากนี้ในภาพยนตร์ระดับ Nolan ก็น่าจะทำฉากนี้ออกมาได้อลังการนะครับ

ระเบิดถูกจุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1945  ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่าระเบิดมีพลังมากกว่าที่คาดไว้มาก มีรายงานอธิบายถึงการระเบิดว่า ….
   ” อุปกรณ์ดังกล่าวระเบิดด้วยพลังงานเท่ากับ 24.8 ± 2 กิโลตัน TNT ทรายในทะเลทรายซึ่งส่วนใหญ่เป็นซิลิกา หลอมละลายกลายเป็นแก้วสีเขียวอ่อนที่มีกัมมันตภาพรังสีอ่อน ๆ ซึ่งมีชื่อว่า Trinitite(หรืออีกชื่อคือ Alamogordo glass)  การระเบิดสร้างหลุมลึกประมาณ 1.4 เมตร  กว้าง 80 เมตร  ในช่วงเวลาของการระเบิด ภูเขาโดยรอบสว่างไสว 
สว่างกว่าแสงอาทิตย์เวลากลางวันนาน 1 – 2 วินาที และมีรายงานความร้อนที่ “ร้อนเหมือนเตาอบ” ที่เบสแคมป์สีของแสงที่สังเกตได้เปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีเขียวและในที่สุดก็เป็นสีขาว เสียงคำรามของ Shock wave ใช้เวลา 40 วินาทีในการมาถึงผู้สังเกตการณ์ และเมฆดอกเห็ดสูงถึง 12.1 กิโลเมตร “

ลูกไฟแดงฉาน พร้อมเมฆรูปเห็ดของระเบิด “Gadget”

แถมอีกนิด …. ใน Trailer เรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้นท่านจะได้ยินเสียงแกร่ก ๆๆๆ หลายท่านอาจสงสัยว่าเสียงอะไร ?

มันคือเสียง Click จากเครื่องตรวจจับรังสีในยุคแรก ๆ

เรียกว่าเครื่อง Geiger counter (Geiger–Müller counter)คิดค้นโดย Hans Geiger และ Walther Müller นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันการทำงานของเครื่องนี้  ผมขออธิบายตามภาพครับ

เครื่อง Geiger counter ยุคนี้เป็นระบบ Digital หมดแล้วจะเป็นเสียง beep ๆๆๆ  แทน  เครื่องก็ขนาดเล็กลงมาก