เวลาทดสอบระเบิดนิวเคลียร์สมัยก่อน เส้นขาว ๆ คืออะไร ?

ที่เห็นเป็นเส้น ๆ จำนวนมากนั้นคือ smoke trails ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของทีมทดสอบระเบิดครับโดยควันเป็นทางยาวพวกนั้นมาจากจรวดหลายลูกที่ยิงขึ้นฟ้าโดยจรวดพวกนั้นจะวางตำแหน่งใว้รอบ ๆ ศูนย์กลางระเบิดเพื่อสร้าง vertical grid เพื่อเป็นจุดอ้างอิงในการวิเคราะห์ shock wave ของการระเบิดและจะได้ทราบว่า shock wave ของระเบิดลูกนั้นมี parameter อย่างไรเช่น ความเร็ว , pattern  … ฯลฯ

คลิปของ Rocket smoke trails

ภาพของ Rocket smoke trails

Depleted Uranium ยูเรเนียมด้อยสมรรถนะ

จากที่มีข่าวพบซาก Drone “Geran-2” ของรัสเซียที่ใช้โจมตียูเครน และทหารยูเครนไปพบได้ตรวจสอบปรากฏว่ามีการแผ่รังสีจากซาก Drone Geran-2

ภาพ Drone “Geran-2” ของรัสเซียที่ได้ต้นแบบมาจาก Drone Shahed-136 ของอิหร่าน …. Drone รุ่นนี้ถือเป็น “ตัวตึง” เลยแหละที่รัสเซียและอิหร่านใช้กันมากผลิตออกมาหลายหมื่นลำ


ข้อเท็จจริงคือ Drone “Geran-2” ของรัสเซียได้นำชิ้นส่วนหัวระเบิดของ missile รุ่นเก่า “R-60” ใช้กันตั้งแต่สมัยของโซเวียตมาติดตั้งด้วย  ซึ่ง R-60 missille มันมีส่วนประกอบของ depleted uranium ด้วยเพื่อขณะระเบิดมันจะได้ทะลุทะลวงเข้าทำลายเครื่องบินได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจาก depleted uranium มันแข็งแกร่งมาก


ภาพ R-60 missille กับเครื่อง Sukhoi Su-15TM (ใช้ในสมัยสหภาพโซเวียตปี 1967)


ทีนี้มันก็เกิดปัญหาเพราะว่า depleted uranium ในซาก Drone ยังมีการแพร่กัมมันตรังสีได้อยู่ครับ

 Depleted Uranium คือยูเรเนียมด้อยสมรรถนะ  มันคือผลพลอยได้ที่เหลือจากกระบวนการสกัดแร่ยูเรเนียมเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  มันมีความหนาแน่นสูงมากจึงนิยมนำมาใช้ทำหัวกระสุนเจาะเกราะ / เกราะรถถัง / เคลือบหัวรบของ missile


ภาพของกระสุนรถถัง Abrams M1A1 / M1A2 ขนาด 120 mm  เป็นกระสุนรหัส M829A4 armor-piercing shell …. หัวแหลม ๆ ของมันคือแกน Depleted Uranium เพื่อใช้เจาะเกราะ

กระสุนเล็กขนากกระสุนปืนกล 30 มม.ก็เคลือบ Depleted Uranium ได้เพื่อเจาะเกราะ


ต้นทางของ Depleted Uranium นั้นมันมาจากการนำ Uranium มาใช้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครับ  ซึ่งจำเป็นต้อง “เสริมสมรรถนะ” Uranium เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของ isotope Uranium-235 ซึ่งสามารถแตกตัวเป็นนิวเคลียสได้ …. และ Uranium ที่เหลืออยู่ซึ่งถูกกำจัด Uranium-235 ออกไปเกือบหมดแล้วก็คือ Uranium-238 นี่แหละครับที่เรียกว่า depleted uranium

Depleted Uranium มีการแพร่รังสีออกมาในรูปของอนุภาคอัลฟา (Alpha particle)  ส่วนอนุภาค Beta , Gamma ปล่อยออกมาในปริมาณน้อยมากแบบไม่มีนัยสำคัญ  และความเข้มของรังสีที่แพร่จาก Depleted Uranium ถือว่าน้อยมากครับ  เทียบกับรังสีที่แพร่จากยูเรเนียมธรรมชาติในเหมืองแล้วเป็นแค่ 60% เท่านั้น

อนุภาคอัลฟาที่แพร่จาก Depleted Uranium นั้นไม่สามารถทะลุผ่านกระดาษและเสื้อผ้าได้

ดังนั้นกล่าวได้ว่าความเป็นพิษทางเคมีของ depleted uranium จะมีในฐานะโลหะหนักเท่านั้น เหมือนพิษจากตะกั่ว , ปรอท , แคดเมียม


depleted uranium กับ “กากนิวเคลียร์” นั้นต่างกัน  กากนิวเคลียร์ คือ Radioactive waste เป็นคำที่ใช้เรียกโดยรวมสำหรับแร่ธาตุใด ๆ ก็ตามที่ยังแพร่รังสีอยู่ และไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นจะต้องฝังดินอย่างเดียวเท่านั้นครับ

ภาพแหล่งฝังกากนิวเคลียร์ใต้ดิน

หากเทียบกับโลหะแกร่งอีกอย่างคือ Titanium …. ความแข็งแกร่งของ Depleted Uranium กับ Titanium ถูกใช้ในทางการทหารต่างประเภทกันครับ

Depleted Uranium เป็นวัสดุที่มีความหนาแน่นสูงมาก ดังนั้นมันจึงถูกใช้โดยอาศัย “น้ำหนัก” + ความแข็งแกร่งของมันเพื่อ “ทำลาย” วัตถุ/เกราะอื่นโดยเฉพาะ เช่นเอามันไปเจาะเกราะอื่น ๆ หรือทะลุลงไปในอาคารคอนกรีต

ส่วน Titanium เป็นโลหะที่มีลักษณะพิเศษคือน้ำหนักเบามากเทียบกับความแข็งแกร่ง  มันมีอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูงครับดังนั้น Titanium จึงถูกนำมาใช้ผลิตเกราะที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือเป็น frame ในเครื่องบินรบเพื่อความแกร่งแต่เบา

สรุปง่าย ๆ คือ ….
🛑 Titanium ป้องกันตัวเองถูกทำลายจากอาวุธใด ๆ หรือใช้เป็นโครงสร้างที่ “แกร่งแต่เบา”
🛑 Depleted Uranium ใส่ในอาวุธเพื่อไปทำลายเกราะ

แก้ไขข้อความเมื่อ 1 นาทีที่แล้ว

จรวด HIMARS คืออะไร ?

” M142 HIMARS ”  ชื่อนี้ไม่ได้หมายความถึงจรวด แต่เป็นแท่นยิงที่ประกอบกับรถบรรทุก เหมือนกับจรวด BM-21 ของไอ้เหี้ยเหมนนั่นแหละครับ แต่ HIMARS เหนือชั้นกว่าหลายขุมม๊ากกก  อย่าง BM-21 ของไอ้เหมนยิงได้ประมาณ 30 กิโลเมตรแต่ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายได้ ก็คือมันเป็นจรวดโง่ ไม่มีระบบนำทางที่แม่นยำ ยิงตรงไหนตกตรงไหนในระยะ 30 – 40 กิโลเมตรก็แล้วแต่บุญแต่กรรม

แต่ HIMARS ที่เรากำลังสนใจนี้มันมีจรวด “ER-GMLRS” (ER =  Extended-Range)  จรวดรุ่นนี้มีระยะยิง 130 กิโลเมตร  นำวิถีด้วย GPS + Inertial Measurement Unit (IMU) สามารถกำหนดเป้าหมายได้เลย โดยมีความแม่นยำในระดับต่ำกว่า 10 เมตร ค่าเฉลี่ยจากการทดสอบอยู่ที่ประมาณ 4 – 6 เมตรเท่านั้น  

ภาพรถบรรทุก + แท่นยิง HIMARS

ลูกจรวด ER-GMLRS ระยะยิง 130 กิโลเมตรในระดับความแม่นยำ 4 – 6 เมตร


ส่วนภาพล่างนี้คือจรวด ATACMS ระยะยิงไกลสุดประมาณ 300 กิโลเมตร สามารถยิงได้จากฐานยิง M142 HIMARS  ซึ่งตัวนี้ก็เป็นไปได้ยากหน่อยที่กองทัพบกจะได้ เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสหรัฐว่าจะขายให้เราไหม


ประเด็นสำคัญก็คือ หากกองทัพบกไทยไม่ได้จรวด ATACMS ระยะย 300 กิโลเมตร …. มันจะไม่ต่างอะไรจาก DTI D-1G ที่ไทยเราผลิตเองสักเท่าไหร่ เพราะ DTI-1G มีระยะยิง 180 กิโลเมตรและตัว “ลูกจรวด” นำวิถีเหมือนกัน

และเรายังมีแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง D11A ซึ่งใช้ต้นแบบจากแท่นยิงและลูกจรวดของบริษัทเทคโนโลยีของอิสราเอล ข้อดีก็คือทางอิสราเอลยินดีที่จะส่งมอบเทคโนโลยีและสิทธิบัตรในการผลิตลูกจรวด Predator Hawk ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่แบบนำวิถีที่ยิงได้ไกล 300 กิโลเมตรให้กับเราด้วย (แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา)

สรุปแล้ว …. ที่ดีที่สุดก็คือ M142 HIMARS + ลูกจรวด ER-GMLRS ระยะยิง 130 กิโลเมตรครับ  หากเราได้มาจริงก็จะพลิกโฉมและเปลี่ยนเกมการรบกับกัมพูชาอย่างแน่นอน เพราะระยะยิงระดับ 70 ถึงร้อยกว่ากิโลเมตรด้วยความแมนแบบจับวางในระดับ 4 – 6 เมตร มันจะทำลายที่หมายต่าง ๆ ได้เพียงแค่กระดิกนิ้วเท่านั้นเอง โดยที่ไอ้เหี้ยเหมนไม่มีทางต่อต้านได้เลย