Terminal velocity (ความเร็วสุดท้าย)

เมื่อเวลาวัตถุตกลงมาระยะหนึ่งในอากาศตัววัตถุจะต้านอากาศไปด้วย และการที่ต้านลมไปด้วย + ตกไปด้วยในขณะเดียวกันนี้  จะทำให้ความเร็วในการตกนั้นไม่เป็นไปตามสูตร V = Root(2gh) …. แต่จะกลายเป็นความเร็วที่คงที่เรียกว่า Terminal velocity (ความเร็วสุดท้าย)  ซึ่งแรงต้านอากาศที่กระทำต่อวัตถุนั้นจะหักลัางก้บแรงจากความโน้มถ่วงพอดี  วัตถุจึงมีแรงลัพท์ในแนวดิ่งเป็นศูนย์  ความเร็วที่ตกลงมาจึงคงที่ครับ

การคำนวณเรื่องนี้มีสูตรสำเร็จดังนี้

มีเว็บที่คำนวณ Online ด้วยครับ คลิกที่นี่


idea ยกตัวอย่าง ….

ลูกเหล็กทรงกลมมวล 10 กิโลกรัม (เส้นผ่านศูนย์กลาง 13.5 cm)  ตกจากยอดตึก Burj Khalifa สูง 828 เมตร หากคิดตามสูตร  V = Root(2gh)  ก็จะได้ว่าลูกเหล็กจะมีความเร็วตอนกระทบพื้นเท่ากับ Root(2 • 9.806 • 828) = 127.4 เมตร/วินาที

แต่หากใช้สูตร Terminal velocity (โดยใช้ projected area = 0.12 ตารางเมตร) จะได้ความเร็วตอนกระทบพื้นเท่ากับ 48 เมตร/วินาที  เท่านั้นครับ


สำหรับการตกของวัตถุ 2 ชิ้นที่น้ำหนักต่างกันมากในสภาพที่ไม่มีแรงต้านอากาศ ตัวอย่างที่ดีก็คือคลิปนี้ครับ เป็นคลิปที่ Professor Brian Cox ไปทดลองปล่อยลูกโบลิ่งและ “ขนนก” ในห้องสูญญากาศขนาดยักษ์ที่ Space Power Facility ของ NASA

(เลื่อนไปที่เวลา 2:50)

ปรากฏการณ์ Pareidolia …. อะไร ๆ ก็เหมือนหน้าคนไปหมด

ปรากฏการณ์ที่เกิดกับมนุษย์มานานและสามารถเกิดได้กับมนุษย์ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเลยก็คือ Pareidolia ครับ มันคือลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของสมองมนุษย์ที่รับรู้ภาพจากสิ่งใด ๆ ทุกอย่างที่ดวงตามองเห็นให้เป็นรูปร่างที่มนุษย์คุ้นเคย เช่นตีความสิ่งเหล่านั้นไปเป็นใบหน้าคน สัตว์

ภาพพื้นผิวดาวอังคารจากยาน Viking 1 ปี 1976 …. ทุกคนที่เห็นภาพนี้ก็จะตีความก้อนหินด้านบนสุดเป็นรูปหน้าคน นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของปรากฏการณ์ Pareidolia


กลไกของ Pareidolia เกิดจากกลไกการเอาตัวรอดของมนุษย์ที่พยายามตีความสิ่งแวดล้อมเพื่อหาความหมาย มีพื้นฐานมาจากการทำงานของสมองมนุษย์ที่ถูกพัฒนามาให้จดจำใบหน้าได้รวดเร็วเพื่อความปลอดภัยและการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ดังนั้นเมื่อเรามองเห็นวัตถุใดที่ไม่มีความหมายอะไรเลย แต่สมองกลับพยายามจับคู่ภาพ/รูปร่างเหล่านั้นกับข้อมูลที่คุ้นเคยในหน่วยความจำสมอง

ตัวอย่างของ Pareidolia

และแน่นอนว่ายังมีอีกเป็นพันเป็นหมื่นครับ เพราะภาพใด ๆ ในธรรมชาติก็ถูกสมองมนุษย์ตีความได้ทั้งนั้น

พาพันขอบคุณ

วันนี้สมองของท่านเกิด Pareidolia แล้วหรือยัง ?

เพี้ยนขำหนักมาก

แค่ฝนตก/ลมแรง ทำไมไฟดับ ? สายไฟขาดเหรอ ?

หากมีเหตุขัดข้องบางประการในระบบส่งไฟฟ้าเช่นมีวัตถุพาดสาย ต้นไม้พาดสายไฟลง ground ฟ้าผ่าใกล้สายส่ง  จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเกินกำหนดจะเรียกว่าความผิดปกติแบบไม่สมดุลย์ (UnSymmertrical Fault) และอาจเกิดอันตรายต่ออุปกรณ์การจ่ายไฟหลักได้  ระบบจึงต้องตัดไฟโดยอัตโนมัติโดยจะมีอุปกรณ์ตัดไฟอัตโนมัติตัวหนึ่งเรียกว่าตัว Recloser  ซึ่งจะตัดวงจรออกเพียงครู่หนึ่งเมื่อระบบปกติแล้วระบบก็จ่ายไฟตามระบบต่อไป

แต่หากไฟดับยาวไปเลย  ก็อาจเป็นเพราะRecloser ไม่ ON ให้ …. จนท.การไฟฟ้าต้องไป ON เองครับ