ยานสำรวจดวงอาทิตย์รอดจากความร้อนได้อย่างไร ?

ทาง NASA ได้ส่งยานสำรวจดวงอาทิตย์ Parker Solar Probe ไปเมื่อสิบปีที่แล้ว หลายท่านคงสงสัยว่ายานลำนี้รอดจากความร้อนได้อย่างไร ?

คำตอบก็คือยาน Parker Solar Probe ลำนี้มี shield (แผ่นกันความร้อน) หนามากถึง 4.5 นิ้ว

แผ่นกันความร้อนทำจาก superheated carbon-carbon composite (ผ่านกระบวนการ superheated) โดยมีแกนโฟมคาร์บอนน้ำหนักเบาหนา 4.5 นิ้วอยู่ตรงกลาง ด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ของแผ่นกันความร้อนยังถูกพ่นด้วยสารเคลือบสีขาวสูตรพิเศษเพื่อสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์ออกไปจากยานอวกาศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

และท่านอาจสงสัยไปอีกว่า Corona ของดวงอาทิตย์ที่มีอุณหภูมิ 1 – 2 ล้าน ℃ …. เหตุใดยานจึงรอดมาได้จากหลักล้านองศา ?

Corona ของดวงอาทิตย์ถือเป็นชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ แต่เป็นบรรยากาศที่เป็น “Plasma” ที่เบาบาง (มาก) และมีพลังงานสูง  plasma นี้ประกอบด้วยอิเล็กตรอนอิสระและ “นิวเคลียสเปล่า” ของอะตอมไฮโดรเจน , ฮีเลียม ก็คืออนุภาค proton

ทีนี้ …. ประเด็นสำคัญก็คือพวกอิเล็กตรอนอิสระและโปรตอนเหล่านี้มันเกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ในดวงอาทิตย์ ดังนั้นมันจึงมีพลังงานสูงมาก และมันแพร่ออกจากดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วสูงมาก (10,000 – 13,000 km/s)  ดังนั้นจากความเร็วที่สูงมากของอนุภาคทั้ง 2 นี้จึงสามารถใช้คำว่ามันมี “อุณหภูมิ” สูงระดับล้านองศาได้เลย

แต่คำว่ามี “อุณหภูมิสูง” ไม่ได้หมายความว่า “รู้สึกร้อน” ครับ  อันนี้สามารถพูดได้เลยว่าเอานักบินอวกาศสวมชุดอวกาศไปลอยอยู่ตรง plasma ได้เลย ชุดจะไม่ไหม้และไม่รู้สึกร้อนเลยเนื่องจากความหนาแน่นของอนุภาคทั้ง 2 ใน Corona ต่ำมาก  หากเทียบจำนวนอนุภาคแล้วมันหนาแน่นน้อยกว่าบรรยากาศโลก 500 ล้าน – 1,000 ล้านเท่าครับ  จากความหนาแน่นที่น้อยนี่เองจึงไม่ “รู้สึก” ร้อน  แต่มีพลังงานสูงคำนวณเป็น effctive temperature ได้ระดับหลักล้านองศา

ดังนั้น สำหรับยาน Parker Solar probe จึงสบายมากกับ Corona

โรลออนระงับกลิ่นกายได้อย่างไร ?

ในพวกผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจะมีหลักการที่เหมือนกัน  ก็คือใช้สารประกอบอะลูมิเนียม (Aluminum compounds) ทำงานโดยการสร้าง “เจล” เพื่อ block ช่องเปิดของต่อมเหงื่อชั่วคราว (พูดง่าย ๆ คืออุดเหงื่อ 😸😁)  โดย aluminum salts ใน Aluminum compounds จะละลายเข้ากับความชื้นในเหงื่อ ปฏิกิริยานี้จะสร้างเจล block ช่องเปิดของต่อมเหงื่อ  ดังนั้นเมื่อไม่มีเหงื่อก็จะลดกลิ่นที่เกิดจากแบคทีเรียได้มากครับ

ที่กล่าวไปด้านบนก็คือตัว “สารออกฤทธิ์” แต่ตัวเนื้อของน้ำยาก็จะเป็นน้ำ + แอลกอฮอล์เล็กน้อย + สารเพิ่มความหนืดและสารคงตัว  

หุงข้าวเอง ประหยัดได้แค่ไหน ?

ท่านที่ซื้อ “ข้าวสวยถุง” ตามตลาดก็คงจะเห็นราคากันมานานแล้ว ราคาเฉลี่ยก็ 7 – 10 บาทแล้วแต่ทำเลของตลาดนั้น ผมก็อยู่มา 2 ย่านก็คือปิ่นเกล้า-ตลิ่งชันและนนทบุรี ข้าวถุงราคา 7 บาทไม่เห็นนานแล้วครับ ส่วนใหญ่ก็ 10 บาททั้งนั้น

อันนี้เป็นภาพจากอินเตอร์เน็ต  ส่วนใหญ่ถ้าเป็นข้าวแข็งก็คือเป็นข้าวขาวหรือข้าวเสาไห้ถุงละ 10 บาทส่วนใหญ่ก็จะให้ 3 ก้อนแบบถุงตรงกลาง (1 ถุง 320 – 350 กรัม)  ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิก็จะให้ 2 ก้อน (1 ถุง 250 กรัม) ตามภาพนี้ครับ


ทีนี้มาดูกันว่าถ้าเราหุงข้าวกินเองที่บ้านจะมีต้นทุนเท่าไหร่เทียบกับราคาที่เค้าขายกัน ?  

ข้าวที่ผมหุงประจำก็คือข้าวเสาไห้ตราฉัตรตามภาพนี้  ราคาจะขึ้นลงเล็กน้อยแต่เฉลี่ยแล้วถุง 5 กิโลกรัมราคาถุงละ 100 บาทครับ (ราคาของ 7-11)


ตามภาพด้านล่างนี้คือข้าวที่ผมหุงกินเป็นประจำ  ก็คือจะหุงเต็มหม้อและมัดใส่ถุงเก็บเข้าตู้เย็นไว้ (บอกตรง ๆ ว่าขี้เกียจ 😁😂🤣)  คือผมอยู่คนเดียว กินข้าววันละ 2 มื้อ มื้อละ 200 กรัม  ดังนั้นจึงคำนวนการหุงข้าวให้ได้ข้าวสวยถุงละ 400 กรัมเพื่อจะได้กินวันละ 1 ถุง …. ข้าวสารถุงตรงกลางนี้คือข้าวเสาไห้ตราฉัตร 700 กรัม เมื่อหุงแล้วจะได้ข้าาสวยถุงละ 400 กรัมทั้งหมด 6 ถุงครับ
 ตัวเลขทั้งหมดนี้ชั่งแบบเป๊ะด้วยเครื่องชั่ง Digital

ดังนั้น ถ้าหากท่านหุงข้าวกินเองที่บ้านก็จะคำนวณต้นทุนได้จากตัวเลขข้างบนที่ผมทำจริง  ได้ว่า ….
1. ข้าวสาร 700 กรัม จะหุงได้ข้าวสวยจำนวน (6×400) = 2,400 กรัม
2. ข้าวถุง 5 กิโลกรัม 100 บาท …. ดังนั้นข้าวสาร 700 กรัม = 100×(700/5,000) = 14 บาท
3. ข้าวสาร 14 บาทได้ข้าวสวย 2,400 กรัม
4. ดังนั้น หากคิดเทียบเท่าข้าวถุง 320 กรัมที่ขายกันในตลาด …. หุงเองจะมีต้นทุนเพียงถุงละ 14×(320/2,400) = 1.867 บาท

หากคิดละเอียดโดยบวกค่าไฟของหม้อหุงข้าวเข้าไปด้วย หม้อหุงข้าวขนาด 1.8 ลิตรกินไฟ 800 วัตต์ อย่างของผมใส่น้ำตามปกติข้าวไม่แข็งและไม่แฉะเกินไปใช้เวลาหุงครึ่งชั่วโมงพอดี ดังนั้นหุงข้าวได้จำนวน 6 ถุง 2,400 กรัมนี้จะเสียค่าไฟทั้งสิ้น 0.8×0.5×4.1 = 1.64 บาท


แต่ค่าไฟ 1.64 บาทมันคือการหุงข้าวปริมาณเต็มหม้อ ดังนั้นจึงคิดเป็นค่าไฟต่อข้าวหนึ่งถุง 320 กรัมได้ลำบาก (เทียบอัตราส่วนแบบ linear ไม่ได้)  ดังนั้นจึงขอประมาณการเอาแล้วกันครับ ….

 สรุปแล้วถ้าหุงข้าวกินเอง  ข้าวแข็ง 1 ถุง 320 – 350 กรัมจะมีต้นทุนประมาณ 2 บาทเท่านั้น  แต่ที่ขายกันคือถุงละ 10 บาท

ผมเคยไปคุยกับแม่ค้าขายข้าวมา 2 ตลาด เขาขายได้หมดทุกวันวันละประมาณ 80 – 120 ถุง  ซึ่งผมก็มาคิดต่อเองว่านั่นก็คือได้กำไรวันละประมาณ 800 ถึงเกือบ 1,000 บาทเลย  และที่สำคัญก็คือข้าวที่ขายในตลาดนั้นข้าวขาวหรือข้าวเสาไห้ของแม่ค้าจะมีต้นทุนถูกกว่านี้เพราะเขาซื้อเป็นกระสอบ 50 กิโลกรัม และใช้วิธีนึ่งด้วยไอน้ำ ประหยัดกว่าค่าไฟแน่นอนครับ

จึงมาแชร์เป็นข้อมูลให้ทราบครับ เผื่อบางท่านอยากจะทราบ