ปลาแสงอาทิตย์ : Mola mola

ปลาแสงอาทิตย์ (Ocean Sunfish) หรือที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mola mola  ​ตัวของมันดูเหมือนมีแค่ “หัว” แล้วตัดจบที่หางเลย ไม่มีครีบหางเหมือนปลาทั่วไป แต่มีส่วนที่เรียกว่า Clavus ซึ่งทำหน้าที่แทนหาง  เมื่อโตเต็มที่อาจมีความยาวได้ถึง 3 เมตร และหนักได้มากกว่า 2,000 กิโลกรัม (2 ตัน)

   ผิวหนังของมันมีความเหนียวและสากเหมือนกระดาษทราย และมักจะมีปรสิตเกาะอยู่ตามตัวเป็นจำนวนมากที่มาของชื่อ “Mola mola” และ “Sunfish”   ​Mola ในภาษาละตินแปลว่า “หินโม่” ซึ่งเปรียบเทียบกับรูปร่างกลมๆ เทาๆ และผิวที่ขรุขระของมัน

   ​Sunfish มาจากพฤติกรรมที่ชอบขึ้นมา “นอนตะแคง” บริเวณผิวน้ำเพื่อรับแสงแดด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าทำเพื่อเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายหลังจากลงไปล่าเหยื่อในน้ำลึกที่เย็นจัด และเพื่อให้พวกนกทะเลช่วยจิกกินปรสิตบนตัวของมันด้วย

​อาหารหลัก  ส่วนใหญ่กินแมงกะพรุนเป็นอาหารหลัก แต่ก็กินแพลงก์ตอน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังตัวเล็กๆ และปลาขนาดเล็กด้วย ปลาแสงอาทิตย์ตัวเมียสามารถวางไข่ได้คราวละมากถึง 300 ล้านฟอง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด ถึงจะดูเทอะทะ แต่มันสามารถว่ายน้ำได้เร็วพอสมควรโดยใช้ครีบหลังและครีบอกโบกสะบัดไปมา​

มันเป็นปลาที่ใจดีและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ นักดำน้ำมักจะพบเห็นมันได้บ่อยในบางพื้นที่ เช่น บาหลี (อินโดนีเซีย) ​เนื่องจากว่ายน้ำช้า มันจึงมักตกเป็นเหยื่อของสิงโตทะเล วาฬเพชฌฆาต และฉลาม นอกจากนี้ยังมักจะติดอวนประมงหรือกินขยะพลาสติกเข้าไปเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแมงกะพรุน

“ไข่จะละเม็ด” กับ “ปลาจาระเม็ด”

มีน้องรักสมาชิกหมายเลข 6652492 ได้ตั้งกระทู้เกี่ยวกับเต่าทะเล ผมจึงขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเต่าทะเลและไข่เต่าเพิ่มเติมให้อ่านอีกเล็กน้อย

“ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล” ของกองทัพเรือจะมีอยู่ 3 แห่งครับคือ ….
🛑 สัตหีบ : หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.)
🛑 ระยอง : เกาะมันใน
🛑 พังงา : ฐานทัพเรือพังงา
ตามภาพนี้

บริเวณที่เต่าทะเลจะมีการ “วางไข่” มากที่สุดในพื้นที่ที่กองทัพเรือรับผิดชอบก็คือที่เกาะครามซึ่งอยู่ใกล้ฐานทัพเรือสัตหีบ ต่อไปก็คือหมู่เกาะมัน ก็คือเกาะมันใน-มันกลาง-มันนอก  และฝั่งทะเลอันดามันซึ่งรับผิดชอบโดยฐานทัพเรือพังงาครับ


ต่อไปก็ขอ นอกเรื่องไปเรื่องของกิน

เพี้ยนขำหนักมาก

เมื่อสมัย 30 กว่าปีที่แล้ว …. อาหารชนิดหนึ่งที่คนไทยกินกันเยอะโดยเฉพาะตามแถบชายฝั่งทะเลก็คือ “ไข่เต่า” ครับ ส่วนมากก็นำมาทำอย่างเดียวคือยำไข่เต่า (ยำไข่จะละเม็ด)  แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีใครได้กินแล้วอย่างแน่นอน เพราะว่าเต่าทะเลทุกชนิดในประเทศไทยจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและคุ้มครองตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

ไข่ “จะละเม็ด” (ไข่เต่าทะเล) กับ ปลาจาระเม็ด เป็นคนละอย่างกัน สะกดคนละอย่างครับ ตามภาพนี้เลย

ปัจจุบันหากได้ยินชื่อเมนูยำไข่เต่า (ยำไข่จะละเม็ด) ในร้านอาหารใด ๆ ก็หมายถึงยำไข่ลวกที่ใส่มังคุดไปด้วยแบบภาพนี้ครับ ไม่มีการใช้ไข่เต่าจริง ๆ อีกแล้วเพราะผิดกฎหมาย

ส่วนตัวพี่ก็ยังเกิดทันได้กินไข่เต่าจริง ๆ ครับ สมัยนั้นไปซื้อกันถึงเกาะครามเลยแหละตอนนั้นยังไม่มีกฎหมายควบคุมกินจึงกันอย่างน่ากลัวมาก และขายกันราคาถูกมากด้วย ลักษณะที่พิเศษมากของไข่เต่าก็คือเมื่อนำไปต้มไข่แดงจะสุกค่อนข้างแข็งและมีความมันอร่อยมาก แต่ไข่ขาวจะยังอยู่ในสภาพเหลวเป็นวุ้นอยู่ตลอด ไข่ขาวจะไม่แข็งเหมือนไข่ต้มทั่วไปครับ  ที่เป็นเช่นนี้เพราะไข่เต่ามีปริมาณโปรตีนในไข่ขาวต่ำ  ซึ่งโปรตีนในไข่ไก่-เป็ด-นกทำให้ส่วนไข่ขาวสุกและแข็งเมื่อผ่านความร้อน (เรียกว่ากระบวนการ Coagulations)

เมนูยำไข่เต่าที่กินกันในสมัยนั้น ทุกร้านจะรู้สูตรกันดีก็คือต้องปรุงให้รสจัดมาก ปรุงกันอย่างแซ่บโดยเฉพาะความเปรี้ยวความเค็ม เนื่องจากไข่แดงของไข่เต่ามีความมันที่สุดยอดจริง ๆ ดังนั้นต้องปรุงรสจัดเพื่อสู้ความมัน และเป็นสุดยอดเมนูที่อร่อยที่สุดจานหนึ่งในยุคนั้น

“Mcintosh” vs “Macintosh”

วันนี้จะขอเสนอเกร็ดความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับ 2 แบรนด์ใหญ่ของโลกครับ คือ ….  “Mcintosh” และ “Macintosh”


“Mcintosh” และ “Macintosh” นั้นสะกดคล้ายกัน ต่างกันตรงไม่มีตัวอักษร “A” เพียงตัวเดียวเท่านั้น
🛑 “Mcintosh” คือแบรนด์ของเครื่องเสียงระดับ Hi-End สัญชาติอเมริกัน  
🛑 “Macintosh” ก็คือแบรนด์ของผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันดี  ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์มาเป็น “Mac” แล้ว (ส่วนชื่อ “Apple” คือชื่อบริษัท Apple Computer, Inc.)

การไล่ประวัติศาสตร์ก็ต้องย้อนกลับไปที่ความเก่าแก่ที่สุดก่อน ดังนั้นจึงขอพูดถึงคำว่า McIntosh ก่อนครับ …. ย้อนกลับไปในปี 1811 “John McIntosh” เกษตรกรชาว Canada ได้เข้าไปจัดการที่ดินในป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐ Ontario  และได้พบกับต้นแอปเปิ้ลสายพันธุ์หนึ่งซึ่งยังสามารถยืนต้นได้ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างจะโหดร้ายในพื้นดินหลายร้อยไร่แถว ๆ นั้น  ดังนั้น John จึงได้นำต้นแอปเปิ้ลเหล่านั้นกลับมาและพยายามขยายพันธุ์

ต่อมา …. ความพยายามในการขยายพันธุ์ต้นแอปเปิ้ลเหล่านั้นได้ดำเนินมาถึงอีกเกือบ 40 ปีในครอบครัวและญาติมิตรของเขาเอง จนในที่สุดเมื่อแอปเปิ้ลสายพันธุ์นี้ได้มาถึงอเมริกาและมีชื่อเสียง จึงได้รับการตั้งชื่อว่าเป็นสายพันธุ์ “McIntosh Red”


ต่อไปจะพูดถึงแบรนด์ McIntosh ครับ
แบรนด์นี้มีชื่อเต็มว่า McIntosh Laboratory เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เสียงระดับ Hi-End แบบ hand made จากอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี 1949 (77 ปีที่แล้ว)

McIntosh เป็นเครื่องเสียงที่มีราคาแพงเสมอมา ราคาโดยเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 60,000 ถึง 80,000 บาทขึ้นไป จนถึงทั้งชุดเฉียดหนึ่งล้านบาทก็มี  McIntosh มีผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงหลายอย่างในทุกกลุ่ม เช่น CD Player , Pre amplifier , Integrated amplifier จนมาถึงเครื่องเสียงในยุคดิจิตอลก็มี  เช่น DAC , Music streaming

McIntosh โดยมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในยุคของหลอดสูญญากาศครับ ภาพจำที่แสนคลาสสิคของแบรนด์นี้ก็คือ เป็นเครื่องเสียงที่มีด้านหน้าเป็นกระจกสีดำเงาวับ มี VU meter (volume unitmeter) แบบเข็มสีฟ้า และมีแสงไฟแสดงชื่อแบรนด์เป็นสีเขียว

McIntosh 275 คือรุ่นที่ขายดีที่สุดในยุคนั้น (1965 – 1980)


ต่อไปคือแบรนด์ Macintosh
บริษัท Apple ก่อตั้งในวันที่ 1 เมษายน 1976  โดยปฏิวัติธุรกิจคอมพิวเตอร์แบบ PC ในยุค 70 โดยการเปิดตัว “Apple I”  โดยเป็น PC ที่มี UI (User Interface) ที่ใช้งานง่าย และมี Mouse ที่ได้ไอเดียมาจาก Xerox

เครื่อง PC “Xerox Alto” ในปี 1973  ซึ่งจะมี Mouse มาให้ด้วย  ซึ่ง Steve Jobs ก็ได้รับแนวคิด Mouse จากเครื่องนี้  แต่ Steve Jobs ได้ออกแบบใหม่หมดให้มีต้นทุนที่ต่ำลง

หน้าตาเครื่องต้นแบบ Apple I

Macintosh 128K (1984) เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในยุคนั้น


เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 1982 …. Steve Jobs เขียนจดหมายถึง McIntosh Laboratory ขอใช้ชื่อ Macintosh โดยเพิ่มตัว A เข้าไปให้เป็น Macintosh แต่คำขอถูกปฏิเสธในตอนแรกเนื่องจากความขัดแย้งด้านเครื่องหมายการค้า  ต่อมาในปี 1986 ทาง Apple ได้มีข้อตกลงและประสบความสำเร็จในการซื้อเครื่องหมายการค้า “Macintosh” ได้อย่างสมบูรณ์ในราคาที่สูงมาก (มีรายงานว่าสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ)