ก๊าซธรรมชาติแปลงไปเป็น “น้ำมันเชื้อเพลิง” ได้ไหม ?

หากถามว่าก๊าซธรรมชาติ (Methane) สามารถกลั่นออกมาเป็น “น้ำมันเชื้อเพลิง” ได้ไหม ?  คำตอบคือทำได้ครับด้วยกระบวนการ Gas-to-Liquids (GTL)

กระบวนการทางเคมีนี้จะแปลง Methane ไปเป็น synthesis gas (syngas) ดังนี้
🛑 นำ Methane ไปทำปฏิกิริยากับออกซิเจน/ไอน้ำให้กลายเป็น Carbon monoxide (CO) + Hydrogen (H2)  
🛑 ขั้นตอนต่อไปคือแปลง syngas ไปเป็นไฮโดรคาร์บอนเหลว ซึ่งกระบวนการนี้แหละที่จะยุ่งยากมากและมีต้นทุนสูง โดยการสร้างสายโซ่คาร์บอนที่ยาวขึ้นจาก CO + H2


จากภาพนี่คือโครงสร้างโมเลกุลของแก๊สธรรมชาติ (Methane) น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน จะเห็นว่าโครงสร้างโมเลกุลมันก็ประกอบด้วยคาร์บอนกับไฮโดรเจนเหมือนกัน  แต่ “สายโซ่” (Chain) โมเลกุลต่างกันเยอะ ดังนั้นก็สามารถนำแก๊ส Methane มาแปลงเป็นของเหลวได้ด้วยขบวนการด้านบน แต่ใช้ต้นทุนสูงครับ


กระบวนการแบบนี้โดยทั่วไปไม่มีใครทำกันครับเพราะต้นทุนสูงมาก จะมีเพียงบางประเทศเท่านั้นอย่างเช่น กาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติมหาศาล  เขาก็มีโรงงาน GTL เพื่อที่จะแปลง Methane ไปเป็นเชื้อเพลิงเหลวแบบนี้ครับ  อย่างเช่นดีเซลก็จะเรียกว่า “synthetic diesel”  ส่วนเบนซินจะแทบไม่มีทำกันเนื่องจากต้องมีกระบวนการ refining/blending อีก (เพิ่มต้นทุน)

idea

 น้ำมันดีเซลที่สังเคราะห์จากกระบวนการ GTL นี้  ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับศัพท์คำหนึ่งที่เราเห็นก็คือ Diesel Synthetic ศัพท์คำนี้มันเป็นศัพท์ทางการตลาดของน้ำมันเครื่องครับ เพื่อใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล

ซีเซียม 137 (Caesium-137)

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2566 โดยแท่งสารกัมมันตรังสีหายไปจากโรงไฟฟ้าใน จ.ปราจีนบุรี ก่อนพบว่าถูกหลอมที่โรงงานเหล็ก ทำให้ฝุ่นปนเปื้อนกระจายออกไปส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน กระแสความวิตกกังวลเรื่อง “ซีเซียม 137” จึงเกิดขึ้น  ผมจึงขอนำเสนอความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้  เพื่อให้ท่านทราบถึงคำศัพท์ต่าง ๆ เผื่อว่าเห็นในข่าวจะได้เข้าใจความหมายครับ

ซีเซียม 137 (Caesium-137)  คืออะไร
Caesium  เป็นธาตุบริสุทธิ์ชนิดหนึ่งเป็นธาตุโลหะอัลคาไล  ลักษณะอ่อน-เหลว มีจุดหลอมเหลว 28.5 °C   สีเงินผสมทอง มันเป็น 1 ใน 5 ธาตุโลหะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (เราคุ้นเคย “ปรอท” อยู่ตัวเดียวที่เป็นโลหะเหลว)

   บรรดาธาตุทุกประเภทในโลกเราจะมีลักษณะอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Isotope …. Isotope ของธาตุต่าง ๆ จะมีแบบเสถียร (Stable) และไม่เสถียร (Unstable)   ตัวที่ไม่เสถียรจะสลายตัวปล่อยกัมมันตรังสี (Radioactive) ออกมาครับ Isotope หนึ่งของธาตุ Caesium ที่นำมาใช้ประโยชน์คือ Caesium-137  ประโยชน์ของมันก็คือ Caesium-137 จะสลายตัว (Decay) ปล่อยอนุภาคออกมา 2 ตัว คือ  อนุภาค Beta และ Gamma การใช้ประโยชน์คือนำอนุภาคนี้ไปใช้ทางการแพทย์ในอุตสาหกรรม / วิทยาศาสตร์  เพราะ Beta , Gamma มันแพร่ “ทะลุ” วัสดุต่าง ๆ ได้

Cs-137  ปกติแล้วจะเป็นโลหะเหลวที่อุณหภูมิอุ่น ๆ ร้อน ๆ แบบเมืองไทย

Caesium-137 ในเหตุการณ์นี้  ใช้ทำอะไร ?
โรงไฟฟ้าที่เกิดเหตุเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล คือนำพวกเศษวัสดุต่าง ๆ ที่เป็นชีวมวลอย่าง กากอ้อย  เศษไม้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มน้ำนำไอน้ำไปขับ Generator ผลิตไฟฟ้า ในการเผาวัสดุเหล่านี้จะต้องมีการตรวจสอบระดับของขี้เถ้าในไซโลว่ามีปริมาณเท่าใดซึ่งอุปกรณ์ตรวจจับระดับขี้เถ้านี้แหละ  ที่ใช้ Cs-137 เรียกว่า Nucleonic Gauges  มันจะใช้ธาตุกัมมันตรังสี 2 ตัวคือ Cs-137 และ Americium-241 แพร่ gamma ray ออกมาใน 2 ระดับพลังงาน เรียกว่าเทคนิค transmission of dual energy γ-ray
http://instrmentationtechnics.blogspot.com/2016/05/principles-of-nucleonic-gauges.html

อุปกรณ์ตรวจจับระดับขี้เถ้า Nucleonic Gauges  ในไซโลเก็บขี้เถ้าของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้หลักการของ gamma ray จะทะลุผ่านผนังไซโลไปยัง detector โดยหากมี Fly Ash (เถ้าลอย) สะสมมาก ๆ ความเข้มข้นของ gamma ray  ที่รับโดย detector จะมี level ที่ลดลง

การใช้ Cs-137 มันจะสะดวกมากเพราะมัน “ทะลุ” ผ่านผนังไซโลได้  ตัวอุปกรณ์เองก็ไม่ต้องบำรุงรักษา ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเพราะมันแพร่อนุภาคออกมาเองตลอดเวลาใช้ได้นานหลายสิบปีเพียงแค่ติดไว้เฉย ๆ (แต่ฝั่ง detector จะต้องใช้ไฟฟ้า เพราะมันคือ electronics)

Cs-137  อันตรายอย่างไร ?
ด้วยความที่ Cs-137  decay แพร่อนุภาคออกมาตลอดเวลามันจึงอันตราย  เพราะอนุภาค Beta , Gamma สามารถ “ทะลุ” ผ่านเสื้อผ้า ผ่านผิวหนังเราได้

จากแผนผังการ Decay นี้  จะเห็นว่ามีการปล่อยอนุภาคออกมา 2 ตัว คือ Beta , Gamma 
การเข้าใกล้ Cs-137 แค่ 1 -2 เมตร  (แค่วางไว้เฉย ๆ ไม่มีการฟุ้งกระจาย) จะทำให้เกิดการไหม้ของผิวหนังจากการทะลุทะลวงของอนุภาค Beta , Gamma  และจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้เนื่องจากรังสี Gamma เป็น Photons พลังงานสูง มันจะทะลุทะลวงเข้าไปในระดับเซลล์ของเราทำให้เซลล์เสียหายในระดับ Atom  ทำให้เนื้อเยื่อกลายเป็นมะเร็งได้ นอกจากนี้ร่างกายเราจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันลดลงเนื่องจากอนุภาค Beta , Gamma ไปทำลายเม็ดเลือดขาว

รายละเอียดของ Alpha  Beta  Gamma

ครึ่งชีวิต  คืออะไร ?
ครึ่งชีวิต  ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์คือ Half-life มันหมายความถึงว่า  ธาตุกัมมันตรังสีตัวนั้นแพร่อนุภาค (Decay) ด้วยอัตราเร็วเท่าใด ธาตุใด / Isotope ใดมีครึ่งชีวิตสั้น = อันตราย
เพราะมันจะแพร่รังสีเร็วมากจนมันสลายตัวไปหมดเร็ว อย่าง Cs-137  มีครึ่งชีวิต 30.1 ปี  ก็หมายความว่า Cs-137  100 กรัม  เมื่อตั้งทิ้งไว้ 30.1 ปีมันจะสลายตัวจนก้อนนั้นหดลงเหลือ 50 กรัม
และ …. หากตั้งทิ้งต่อไปอีก 30.1 ปีก้อน Cs-137 จะสลายตัวหดลงเหลือ 25 กรัม

ขอแนะนำเวบสำเร็จรูปคำนวณ Half-life ครับ
https://www.omnicalculator.com/chemistry/half-life

หากได้รับกัมมันตรังสีจาก Cs-137  มีทางรักษาหรือไม่ ?
ในทางการแพทย์จะมีวิธีรักษามานานแล้วครับโดยใช้ ปรัสเซียนบลู (Prussian blue)
อ่านรายละเอียด (ภาษาไทย) ได้ที่นี่
http://nkc.tint.or.th/nkc54/content-01/nstkc54-031.html

คำว่า “ฝุ่นแดง” ในข่าวต่าง ๆ คืออะไร ?
ขออธิบายเรื่องเตาหลอมเหล็ก ก่อนครับ เตาหลอมเหล็กจะใช้อุณหภูมิประมาณ 1,600 – 1,700 ℃
เพื่อหลอมเหล็กทุกประเภทให้ละลายเป็นของเหลวสมบูรณ์และ  เหล็กทั่วไปที่ใช้ในอุตสาหกรรม / โครงสร้างต่าง ๆ จะเป็นเหล็กกัลวาไนซ์  คือ เหล็กที่ถูกนำไปชุบกัลวาไนซ์ (สังกะสี)
หรือจะเรียกกันว้า เหล็กชุบซิงค์  ทั้งนี้เพื่อเหล็กทนต่อความชื้น เมื่อนำเศษเหล็กเหล่านี้ที่อาจมีสิ่งแปลกปลอมปะปนเข้าไปอย่างอุปกรณ์ตัวนี้ …. เมื่อเข้าไปในเตาเจอความร้อน 1,700 ℃  สังกะสีที่มีจุดเดือด 950 ℃ และ  Cs-137 ที่มีจุดเดือด 670 ℃  จะกลายเป็นไอฟุ้งอยู่ในเตาหลอม  และเมื่อปิดเตา  ไอสังกะสี  / ไอ Cs-137  และ ไอวัสดุอื่น ๆ  จะกลายเป็น “ฝุ่น” รวม ๆ กันเป็นสีแดง  จึงเรียกว่า “ฝุ่นแดง” ครับ


ทีนี้  หากโรงหลอมแห่งนั้นได้พลาดหลอมอุปกรณ์นี้ ฝุ่นแดงที่โกยออกมาจากเตาหลอมจะมีผง Cs-137 ปะปนอยู่ด้วย  และมันจะแพร่รังสีตลอดเวลา “ฝุ่นแดง” จะถือเป็นของเสียจากโรงถลุง/หลอมเหล็ก ปกติแล้วโรงงานในไทยจะส่งฝุ่นแดงไปยังโรงงานรีไซเคิลในไทยหรือ  อาจส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อรีไซเคิลเอาสังกะสีที่อยู่ในฝุ่นแดงมาใช้ประโยชน์อีก

ทำไมเจาะรูที่เปลือกไข่เมื่อต้มแล้วปอกเปลือกง่าย

ที่เจาะรูเปลือกไข่แบบในภาพนี้ครับ

ในไข่ไก่มันจะมีกระเปาะอากาศเรียกว่า Air cell ครับ การเจาะรูนี้ทำให้เมื่อนำไข่ไปต้มแล้วอากาศที่อยู่ใน air cell ก็จะพยายามเล็ดลอดออกมาจากรูนี้  ซึ่งมันจะทำให้ไข่ขาวสามารถขยายตัวและมีการเคลื่อนตัวภายใน ทำให้เยื่อหุ้มไข่ทั้ง Inner-Outer แยกตัวจากกัน  เมื่อไข่สุกแล้วจึงปอกได้ง่ายขึ้นครับ