เรือ Titanic มีเรือพี่น้อง (Sister ship) ด้วยนะ

เรือ Titanic มีเรือพี่น้อง (Sister ship) อีกสองลำนะครับ คือ RMS Olympic และ HMHS Britannic เรือเดินสมุทร  โดยเรือทั้ง 3 ลำนี้คือเรือใน “Olympic Class” ทั้งสามลำนี้สร้างขึ้นสำหรับบริษัทเดินเรือ White Star Line โดยบริษัท Harland and Wolff ที่เมือง Belfast  ทั้ง 3 ลำนี้มีดีไซน์หรูหราคล้ายคลึงกัน  RMS Olympic เป็นลำที่เก่าที่สุด ส่วน HMHS Britannic เป็นลำที่ใหม่ที่สุด

เรือ RMS Olympic (1911–1935) เป็นที่รู้จักในชื่อ “Old Reliable” (เรือที่ไว้ใจได้) เธอมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและประสบความสำเร็จ และเป็นเรือเพียงลำเดียวในสามลำที่ไม่จมครับ
(ภาพ RMS Olympic ที่ New York ปี 1911)


เรือ HMHS Britannic (1914–1916) ลำนี้เดิมทีตั้งใจจะตั้งชื่อว่า Gigantic  ถูกปล่อยลงน้ำในปี 1914 แต่ไม่เคยให้บริการในฐานะเรือโดยสารตามที่ตั้งใจไว้ โดยเปลี่ยนภารกิจเป็นทำหน้าที่เรือพยาบาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1  เนื่องจากกองทัพเรืออังกฤษต้องการเรือขนาดใหญ่เพื่ออพยพทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างการรบที่ Gallipoli ซึ่งประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน  ดังนั้นจึงให้เรือสำราญหรูหราลำนี้มาใช้ในภารกิจสงครามโดยติดตั้งเตียงพยาบาล 3,310 เตียง และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ครบครัน ตัวเรือทาสีขาวและมีเครื่องหมายกากบาทสีแดง
(ภาพ HMHS Britannic ในสงครามโลกครั้งที่ 1  ปี 1914)

น่าเสียดายที่เธอชนกับทุ่นระเบิดของเยอรมันในทะเล Aegean …. และเธอได้อับปางลงใกล้กับเกาะ Kea ในทะเล Aegean ประเทศกรีซ ในเดือนพฤศจิกายน 1916  ซึ่งขณะนั้นถือว่า HMHS Britannic เป็นเรือพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทำไมเมล็ดพันธุ์พืชอยู่ในซองได้นานโดยมันไม่ตาย ?

เมล็ดพันธุ์พืชอยู่ในซองแบบนี้ … ทำไมมันอยู่รอดได้ ทั้งที่มันแห้งไม่มีน้ำอะไรเลย ?

เป็นเพราะว่าเมล็ดเหล่านั้นถูกจงใจให้มันเข้าสู่สภาพ “พักตัว” ครับ (Dormancy)

ตามธรรมชาติของพืช เมล็ดพืชสามารถอยู่ในสภาวะ Dormancy ได้ในพืชทุกสายพันธุ์  แต่ระยะเวลาสภาวะ Dormancy แตกต่างกันอย่างมาก เช่น ไม่กี่เดือนจนถึงหลายร้อยปี  และเมื่อเมล็ดเหล่านั้นกลับมาอยู่ในสภาพที่เหมาะสมด้านอุณหภูมิ-ความชื้น มันก็สามารถกลับมางอกได้เหมือนเดิม แม้ว่าจะผ่านสภาวะ Dormancy มาหลายปีก็ตาม

อย่างเมล็ดที่ขายเป็นซองถ้าเรานำมาแช่น้ำ / ฝังดินมันก็งอกได้ เพราะสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยน  มันจึงออกจากสภาวะ Dormancy

ขีปนาวุธนิวเคลียร์ ทำยากไหม ?

หลายท่านคงได้ยินคำ 2 คำนี้มานานก็คือ “เสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม” และ “ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ” (Enriched uranium)  และทุกท่านก็คงเคยได้ยินว่าการสร้างอาวุธนิวเคลียร์จากยูเรเนียมหรือพลูโตเนียม

ในส่วนของแร่ “ยูเรเนียม” นั้น ในทางฟิสิกส์เคมีแล้วมันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Isotope ครับ  ก็คือแร่ยูเรเนียมตัวเดียวกันจะมีได้หลาย Isotope ซึ่ง Isotope ของแร่ยูเรเนียมที่นำมาใช้ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในโรงไฟฟ้าหรือนำไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์ / ขีปนาวุธนิวเคลียร์จะต้องเป็นUranium-235

แต่แร่ยูเรเนียมที่เราขุดได้แบบสด ๆ จากการทำเหมืองนั้นจะมีสัดส่วนของ Uranium-235 อยู่น้อยมากเพียงเฉลี่ย 0.5% เท่านั้น  นอกนั้นเป็น Isotope ที่เรียกว่า Uranium-238 …. ซึ่ง Uranium-238 นั้นถือว่าไร้ประโยชน์ในการนำไปใช้ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรืออาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากมันแทบจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain reaction) ไม่ได้เลย

ภาพก้อนแร่ยูเรเนียมแบบสด ๆ จากเหมือง


ดังนั้นก็หมายความว่า  เราต้องนำก้อนแร่ยูเรเนียมจากการทำเหมืองแบบภาพบนมาทำให้มันบริสุทธิ์ขึ้น  เพื่อที่จะได้ยูเรเนียมที่มี Uranium-235 ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 0.5% เป็น 20% หรือหากจะนำไปทำอาวุธนิวเคลียร์ก็จะต้องมีสัดส่วน Uranium-235 สูงถึง 80% ครับ

กระบวนการทำให้บริสุทธิ์นี่แหละที่เรียกว่า “การเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม”  และ ยูเรเนียมที่มีอัตราส่วนของ Uranium-235 มากพอแล้วจะเรียกว่า “ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ” (Enriched uranium)

…. นี่แหละที่ประเทศอิหร่านกำลังพยายามทำอยู่อย่างหนัก เพราะอิหร่าน Enriched uranium เกรด 90% ให้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วยตัวเอง (ในโลกนี้จะไม่มีการขาย Enriched uranium ให้กัน)  ประเทศใดอยากจะมีอาวุธนิวเคลียร์ก็จะต้องทำเองเท่านั้น


ต่อไปเมื่อเราได้ยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะแล้ว …. ขั้นตอนที่จะทำเป็นอาวุธนิวเคลียร์ก็อีกยาวไกลมาก เนื่องจากอาวุธนิวเคลียร์ปัจจุบันมันไม่ได้เป็น “ลูกระเบิด” เหมือนกับสมัยที่ไปทิ้งเมืองฮิโรชิมะที่ญี่ปุ่นนะครับ แต่จะเป็น “ขีปนาวุธ” ที่ยิงได้ไกลหลายพันหรือนับหมื่นกิโลเมตรที่เรียกกันว่า IRBM , ICBM

ซึ่งขีปนาวุธประเภทนี้แหละที่มันทำยาก เนื่องจากจะต้องใช้เทคโนโลยีพื้นฐานของจรวดส่งดาวเทียม ร่วมกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะสามารถนำทางได้อย่างแม่นยำให้ลงเป้าหมายประเทศศัตรูได้