Honeypot Ant มดถังน้ำหวาน

Honeypot Ant เป็นชื่อเรียกมดงานกลุ่มพิเศษที่พบได้ในหลายสกุล (เช่น Myrmecocystus ในอเมริกา หรือ Camponotus ในออสเตรเลีย) ซึ่งมีวิวัฒนาการในการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง ​มดงานที่ทำหน้าที่นี้จะถูกเรียกว่า Plerergates พวกมันไม่ได้เกิดมาตัวพองโตเลย แต่จะถูกมดงานตัวอื่น ๆ ป้อนน้ำหวาน น้ำ และของเหลวจากแมลงอื่น ๆ เข้าทางปากจนส่วนท้อง (Gaster) ขยายตัวออกได้หลายเท่าของขนาดตัวปกติ ส่วนท้องจะขยายจนผนังปล้องแยกออกจากกันจนเห็นเนื้อเยื่อใสๆ ข้างในที่บรรจุอาหารเหลวไว้ดูคล้ายกับ “หยดน้ำผึ้ง”

   ​เมื่อท้องขยายเต็มที่พวกมันจะขยับตัวไปไหนไม่ได้ ทำได้เพียงเกาะนิ่ง ๆ อยู่บนเพดานของรังชั้นที่ลึกที่สุดเพื่อความปลอดภัย​ในพื้นที่ทะเลทราย อาหารไม่ได้มีให้กินตลอดปี มดน้ำผึ้งจึงทำหน้าที่เป็น “ธนาคารสำรองอาหาร” ของรัง  ​ช่วงขาดแคลน เมื่ออาหารด้านนอกหายาก มดตัวอื่นๆ จะมาสะกิดที่หนวดของมดน้ำผึ้ง เพื่อให้พวกมันสำลัก (Regurgitate) น้ำหวานออกมาแบ่งปันให้สมาชิกในรังได้อิ่มท้อง ​เนื่องจากพวกมันบรรจุสารอาหารที่มีน้ำตาลสูงและเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ มดน้ำผึ้งจึงตกเป็นเป้าหมายของศัตรู ​ศัตรูธรรมชาติ สัตว์อย่างตัวตุ่น หรือมดต่างรัง มักจะพยายามขุดหาตัวมดน้ำผึ้งเพื่อกินเป็นอาหาร

​ในบางวัฒนธรรม เช่น ชาวพื้นเมืองในออสเตรเลีย (Aborigines) มดน้ำผึ้งถือเป็น “ขนมหวานจากธรรมชาติ” ที่หายากและมีค่า พวกเขาจะขุดหารังมดเหล่านี้และกินส่วนท้องของมันซึ่งมีรสชาติหวานคล้ายน้ำผึ้งผสมกับกรดมดเล็กน้อย

ภาพแสดงถึงขนาดท้องที่บวมเป่ง  ตอนที่กินของเหลวไปจนเต็มท้องแล้ว

เมื่อกลับมาที่รัง  มันจะยึดตัวเองกับด้านบนของรัง  และทำหน้าที่เป็น  ” แท้งค์น้ำ “
เพื่อให้มดตัวอื่นมาดูดของเหลวกินในช่วงที่อาหารขาดแคลน  แห้งแล้ง  หรือ  น้ำท่วม

ฤดูร้อน …. เปิดแอร์แบบไหนประหยัดค่าไฟ ?

ทุกท่านคงเคยได้ยินมานานแล้วว่า ถ้าจะประหยัดค่าไฟก็ไม่ควรที่จะเปิดแอร์ 24 – 25 ℃  ส่วนมากก็แนะนำกันที่ 26 – 27 ℃  ….. และตอนนี้เข้าฤดูร้อนอย่าง สมบูรณ์แล้ว อากาศร้อนมาก แม้กระทั่งตั้งอุณหภูมิไว้ 27 ℃ ก็ยังเปลืองไฟเป็นอย่างมาก

ผมขออธิบายตามภาพนี้ครับ  ปกติแล้วเครื่องปรับอากาศจะมีเซ็นเซอร์อุณหภูมิติดตั้งไว้บริเวณด้านหน้าคอยเย็นข้างในเครื่อง ก็คืออยู่ที่ตำแหน่งจุดสีแดงในภาพ  เมื่อเราเปิดแอร์  แอร์จะดูดอากาศเข้าทางช่อง return air ข้างบนในตำแหน่งจุดสีน้ำเงินในภาพ  ซึ่งอากาศที่ถูกดูดเข้าทางตำแหน่งจุดสีน้ำเงินที่เรียงกันในภาพนี้จะเป็นอากาศอุ่นในห้อง และอากาศตัวนี้แหละที่จะไหลผ่านเซ็นเซอร์อุณหภูมิ

ซึ่งปัญหาสำคัญของฤดูร้อนก็คือ …. เมื่อแอร์เริ่มทำความเย็นจะมีอากาศเย็นไหลออกมาตามภาพนี้ครับ อากาศเย็นจะมีความหนาแน่นสูงจึงกองอยู่ที่พื้นด้านล่างของห้อง  และอากาศเย็นจะค่อย ๆ เพิ่มระดับไปตามตำแหน่ง A B C D ในภาพนี้จนถึงตำแหน่งจุดสีน้ำเงินในภาพ

ดังนั้น หากท่านยังตั้งอุณหภูมิแอร์เป็น 26 – 27 ℃ และไม่เปิดพัดลมช่วยคอมเพรสเซอร์แอร์จะไม่ตัดเลยครับ  บางที 1 ชั่วโมงอาจจะยังไม่ตัดก็เป็นไปได้ ทั้งที่เราตัวเราซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะรู้สึกหนาวจะแย่อยู่แล้วแต่แอร์ยังไม่ตัด

ที่มันเป็นแบบนี้เพราะว่าเซ็นเซอร์อุณหภูมิมันยังคงรับอากาศ ณ จุดบนสุด ซึ่งเซ็นเซอร์มันยังอ่านได้ประมาณ 28 ถึง 29 ℃ อยู่เลย  ดังนั้นหากเราตั้งไว้ที่ 26  ℃ ตัวเราเนี่ยเย็นแล้วแต่เซ็นเซอร์มันยังอ่านได้ 28 ℃   ดังนั้นคอมจึงไม่ตัดครับ


เซ็นเซอร์อุณหภูมิที่ติดตั้งที่ผนังแบบภาพล่างนี้ก็มีน้อยมากที่จะพบได้ในแอร์ทั่วไปที่เราติดตั้งกัน  ซึ่งการติดตั้ง thermostat ที่ตำแหน่งนี้จะดีขึ้นมาก  เนื่องจาก thermostat มันจะรับรู้ได้ว่าอากาศเย็นถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้วในตำแหน่งที่คนอยู่ และมันก็สั่งแอร์ตัดครับ


ดังนั้นในฤดูร้อนอย่างนี้  วิธีที่ควรทำก็คือ ….
1. เปิดพัดลมช่วยในห้อง
2. เร่งความเร็วของ Fan ที่รีโมทแอร์เป็นระดับกลาง  ซึ่งส่วนมากมันก็จะมี Auto และระดับ 1  2  3 ก็ควรตั้งที่ระดับ 2 ไปตลอดครับ ไม่ควรตั้ง Auto เนื่องจาก air flow น้อยเกินไป มันจะลดประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนครับ
3. ตั้งแอร์ที่ 27 – 28 ℃  

ผมคิดว่าหนทางที่ดีที่สุดก็คือเปิดพัดลมเป่ามาที่ตัวเราครับ การเปิดพัดลมนอกจากจะทำให้ร่างกายเราเย็นโดยตรงแล้วยังทำให้เกิดอากาศหมุนเวียน ทำให้อากาศเย็นที่มันจะกองอยู่ที่พื้นห้องแพร่กระจายขึ้นไปถึงทางช่อง return air ทางดูดของแอร์ที่จุดสีน้ำเงินในภาพได้  ซึ่งจะทำให้แอร์ตัดเร็วขึ้น

แต่การหมุนเวียนอากาศเย็นจนขึ้นไปถึงด้านบนนั้นแต่ละห้องไม่เหมือนกัน  ดังนั้นก็เอาง่าย ๆ เลยก็คือให้ลองตั้งอุณหภูมิแบบสูงไปเลยครับเช่น 28 ℃  ถ้าคอมเพรสเซอร์แอร์มันตัดสัมพันธ์กับความเย็นที่เราพอใจแล้วก็เอาอุณหภูมินั้น  อย่างตอนนี้ในห้องของผมต้องเปิดไปที่ 28 ℃ นู่นเลย  เพราะหากตั้ง 27 ℃ จะรู้สึกเย็นมากแล้วแต่แอร์ยังไม่ตัดเสียที  แบบนี้เปลืองไฟมากครับ

เฮ้ย ! ต้มมาม่าแบบนี้ได้เหรอ ?

อธิบายตามภาพครับ

ตัวการหลักคือ “โซเดียมคลอไรด์” (เกลือ) ในเครื่องปรุงที่ละลายในน้ำมันจะแตกตัวออกเป็น Na+ และ Cl  ซึ่งเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระและทำหน้าที่เป็นตัวนำ electron  และในระหว่างที่ Ion เหล่านี้เคลื่อนที่ไปในน้ำ  มันจะชนเข้ากับโมเลกุลของน้ำ …. จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความร้อนครับ กระบวนการเกิดความร้อนแบบนี้จะเรียกว่า Joule heating

ส่วนปฏิกิริยาเคมีแบบ “แยกน้ำด้วยไฟฟ้า” (Electrolysis) ในชามนี้จะไม่ได้กำเนิดส่วน “Energy” ครับเพราะมันเป็นปฏิกิริยาเคมีแบบ endothermic

การ electrolysis ในชามมาม่านี้  เนื่องจากมันมีโซเดียมคลอไรด์ด้วย ดังนั้นจะทำให้เกิดก๊าซคลอรีน , ก๊าซไฮโดรเจนและโซเดียมไฮดรอกไซด์ครับ แต่น่าจะเกิดปริมาณที่ค่อนข้างน้อยเพราะคนที่ทำในคลิปนี้คงเคยทำมาแล้วและแดกได้ ก็คือรสชาติไม่เปลี่ยน สารเคมีพวกนี้ถ้ามีมากมันจะออกรสเปรี้ยวเป็นหลักเลยครับ ดังนั้นอันตรายก็คงมีบ้างแต่ก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่