จรวด HIMARS คืออะไร ?

” M142 HIMARS ”  ชื่อนี้ไม่ได้หมายความถึงจรวด แต่เป็นแท่นยิงที่ประกอบกับรถบรรทุก เหมือนกับจรวด BM-21 ของไอ้เหี้ยเหมนนั่นแหละครับ แต่ HIMARS เหนือชั้นกว่าหลายขุมม๊ากกก  อย่าง BM-21 ของไอ้เหมนยิงได้ประมาณ 30 กิโลเมตรแต่ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายได้ ก็คือมันเป็นจรวดโง่ ไม่มีระบบนำทางที่แม่นยำ ยิงตรงไหนตกตรงไหนในระยะ 30 – 40 กิโลเมตรก็แล้วแต่บุญแต่กรรม

แต่ HIMARS ที่เรากำลังสนใจนี้มันมีจรวด “ER-GMLRS” (ER =  Extended-Range)  จรวดรุ่นนี้มีระยะยิง 130 กิโลเมตร  นำวิถีด้วย GPS + Inertial Measurement Unit (IMU) สามารถกำหนดเป้าหมายได้เลย โดยมีความแม่นยำในระดับต่ำกว่า 10 เมตร ค่าเฉลี่ยจากการทดสอบอยู่ที่ประมาณ 4 – 6 เมตรเท่านั้น  

ภาพรถบรรทุก + แท่นยิง HIMARS

ลูกจรวด ER-GMLRS ระยะยิง 130 กิโลเมตรในระดับความแม่นยำ 4 – 6 เมตร


ส่วนภาพล่างนี้คือจรวด ATACMS ระยะยิงไกลสุดประมาณ 300 กิโลเมตร สามารถยิงได้จากฐานยิง M142 HIMARS  ซึ่งตัวนี้ก็เป็นไปได้ยากหน่อยที่กองทัพบกจะได้ เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสหรัฐว่าจะขายให้เราไหม


ประเด็นสำคัญก็คือ หากกองทัพบกไทยไม่ได้จรวด ATACMS ระยะย 300 กิโลเมตร …. มันจะไม่ต่างอะไรจาก DTI D-1G ที่ไทยเราผลิตเองสักเท่าไหร่ เพราะ DTI-1G มีระยะยิง 180 กิโลเมตรและตัว “ลูกจรวด” นำวิถีเหมือนกัน

และเรายังมีแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง D11A ซึ่งใช้ต้นแบบจากแท่นยิงและลูกจรวดของบริษัทเทคโนโลยีของอิสราเอล ข้อดีก็คือทางอิสราเอลยินดีที่จะส่งมอบเทคโนโลยีและสิทธิบัตรในการผลิตลูกจรวด Predator Hawk ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่แบบนำวิถีที่ยิงได้ไกล 300 กิโลเมตรให้กับเราด้วย (แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา)

สรุปแล้ว …. ที่ดีที่สุดก็คือ M142 HIMARS + ลูกจรวด ER-GMLRS ระยะยิง 130 กิโลเมตรครับ  หากเราได้มาจริงก็จะพลิกโฉมและเปลี่ยนเกมการรบกับกัมพูชาอย่างแน่นอน เพราะระยะยิงระดับ 70 ถึงร้อยกว่ากิโลเมตรด้วยความแมนแบบจับวางในระดับ 4 – 6 เมตร มันจะทำลายที่หมายต่าง ๆ ได้เพียงแค่กระดิกนิ้วเท่านั้นเอง โดยที่ไอ้เหี้ยเหมนไม่มีทางต่อต้านได้เลย

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ Oppenheimer

ชื่อภาพยนตร์  ” Oppenheimer ”  มาจากชื่อบุคคลหนึ่งคือ Julius Robert Oppenheimer (แสดงโดย Cillian Murphy) เขาเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในโครงการแมนแฮตตัน (Manhattan Project) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ

ภาพของ Robert Oppenheimer ใน 2 ช่วงอายุ

ภาพ Cillian Murphy (ซ้าย) กับ Oppenheimer (ขวา)

Oppenheimer จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Harvard และ ปริญญาโท – เอกจาก University of Göttingen (German)ในสาขา Quantum physics  ต่อมาได้ทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย University of California, Berkeley และที่ California Institute of Technology (CalTech) แต่เป็นอาจารย์ทั้ง 2 แห่งแค่ไม่ถึงปีเท่านั้นเพราะเขาเลือกที่จะทำงานวิจัยด้าน Nuclear physics แทน

โครงการแมนแฮตตัน
โครงการแมนแฮตตัน หรือชื่อที่เป็นทางการ คือ Manhattan Engineering District  เป็นความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสหรัฐพบว่านาซีเยอรมันกำลังสร้างอาวุธคล้ายกันนี้

การวิจัยสร้างอาวุธนิวเคลียร์นำทีมโดย Oppenheimerโดยอยู่ใต้การดูแลของพลโท Leslie R. Groves (แสดงโดย Matt Damon)

Matt Damon  และ   Lieutenant General Leslie Richard Groves Jr.

Oppenheimer  กับ  Groves

การวิจัยทำที่ห้องปฏิบัติการ Los Alamos รัฐนิวเม็กซิโกโครงการแมนแฮตตันได้สร้าง และทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ เพียง 1 ลูกคือในแผนปฏิบัติการ code name  ” Trinity ” ทดสอบเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ในทะเลทรายใกล้เมือง Alamogordo รัฐนิวเม็กซิโก (ซึ่งก็คือเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเองครับ)

แผนที่ของหน่วยงานในโครงการแมนแฮตตัน

ภาพมุมสูงของสถานีวิจัยที่ Los Alamos

( ปัจจุบัน  ที่ Los Alamos เป็นที่ตั้งของ  Los Alamos National Laboratory (LANL)
https://about.lanl.gov/
  เป็นสถาบันหลักที่วิจัยเกี่ยวกับนิวเคลียร์ และเป็นที่วิจัยของนักศึกษาปริญญาโท-เอก ด้วย )

ส่วนระเบิดนิวเคลียร์อีก 2 ลูกจากโครงการแมนแฮตตันที่นำไปใช้งานจริง  ทิ้งจริง  ตายจริง ก็คือ ….
– ระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมะ 6 สิงหาคม 1945  
– ระเบิดนิวเคลียร์ Fat Man ทิ้งลงที่เมืองนางาซากิ 9 สิงหาคม 1945 

โครงการแมนแฮตตันเลือกสถานที่เป็นทะเลทรายที่ Los Alamos รัฐนิวเม็กซิโก  เพราะต้องการพื้นที่ห่างไกล โดดเดี่ยว และไม่มีผู้คนอาศัย   นักวิทยาศาสตร์ยังต้องการพื้นที่ราบเพื่อลดผลกระทบจากการระเบิด  และต้องมีลมพัดเพียงเล็กน้อยเพื่อลดกระจายกัมมันตภาพรังสี  พลโท Leslie จึงได้เสนอสถานที่แห่งนี้  และเมื่อเริ่มโครงการ ฯ  นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐแคนดาดา และอังกฤษจะต้องมาอยู่ใน site นี้โดยห้ามติดต่อโลกภายนอกเป็นเวลา 2 ปีเศษ

ระเบิดนิวเคลียร์
ลูกระเบิด ฯ ลูกแรกที่ทดลองในโครงการนี้ใช้ทั้ง Plutonium เป็นตัว fissile (Fissile คือ ธาตุกัมมันตรังสีที่กำเนิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้เกิดการระเบิดรุนแรง)  ทางทีมงานได้เรียกชื่อระเบิดนี้ว่า “Gadget”   gadget นี้เป็นระเบิดแบบ Implosionมิใช่แบบ gun type  รายละเอียดตามภาพล่างนี้ครับ

การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก
การทดลองระเบิด ฯ ลูกแรกนี้  ก็คือเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งเราก็ต้องรอลุ้นชมฉากนี้ในภาพยนตร์ระดับ Nolan ก็น่าจะทำฉากนี้ออกมาได้อลังการนะครับ

ระเบิดถูกจุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1945  ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่าระเบิดมีพลังมากกว่าที่คาดไว้มาก มีรายงานอธิบายถึงการระเบิดว่า ….
   ” อุปกรณ์ดังกล่าวระเบิดด้วยพลังงานเท่ากับ 24.8 ± 2 กิโลตัน TNT ทรายในทะเลทรายซึ่งส่วนใหญ่เป็นซิลิกา หลอมละลายกลายเป็นแก้วสีเขียวอ่อนที่มีกัมมันตภาพรังสีอ่อน ๆ ซึ่งมีชื่อว่า Trinitite(หรืออีกชื่อคือ Alamogordo glass)  การระเบิดสร้างหลุมลึกประมาณ 1.4 เมตร  กว้าง 80 เมตร  ในช่วงเวลาของการระเบิด ภูเขาโดยรอบสว่างไสว 
สว่างกว่าแสงอาทิตย์เวลากลางวันนาน 1 – 2 วินาที และมีรายงานความร้อนที่ “ร้อนเหมือนเตาอบ” ที่เบสแคมป์สีของแสงที่สังเกตได้เปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีเขียวและในที่สุดก็เป็นสีขาว เสียงคำรามของ Shock wave ใช้เวลา 40 วินาทีในการมาถึงผู้สังเกตการณ์ และเมฆดอกเห็ดสูงถึง 12.1 กิโลเมตร “

ลูกไฟแดงฉาน พร้อมเมฆรูปเห็ดของระเบิด “Gadget”

แถมอีกนิด …. ใน Trailer เรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้นท่านจะได้ยินเสียงแกร่ก ๆๆๆ หลายท่านอาจสงสัยว่าเสียงอะไร ?

มันคือเสียง Click จากเครื่องตรวจจับรังสีในยุคแรก ๆ

เรียกว่าเครื่อง Geiger counter (Geiger–Müller counter)คิดค้นโดย Hans Geiger และ Walther Müller นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันการทำงานของเครื่องนี้  ผมขออธิบายตามภาพครับ

เครื่อง Geiger counter ยุคนี้เป็นระบบ Digital หมดแล้วจะเป็นเสียง beep ๆๆๆ  แทน  เครื่องก็ขนาดเล็กลงมาก

เรือ Titanic มีเรือพี่น้อง (Sister ship) ด้วยนะ

เรือ Titanic มีเรือพี่น้อง (Sister ship) อีกสองลำนะครับ คือ RMS Olympic และ HMHS Britannic เรือเดินสมุทร  โดยเรือทั้ง 3 ลำนี้คือเรือใน “Olympic Class” ทั้งสามลำนี้สร้างขึ้นสำหรับบริษัทเดินเรือ White Star Line โดยบริษัท Harland and Wolff ที่เมือง Belfast  ทั้ง 3 ลำนี้มีดีไซน์หรูหราคล้ายคลึงกัน  RMS Olympic เป็นลำที่เก่าที่สุด ส่วน HMHS Britannic เป็นลำที่ใหม่ที่สุด

เรือ RMS Olympic (1911–1935) เป็นที่รู้จักในชื่อ “Old Reliable” (เรือที่ไว้ใจได้) เธอมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและประสบความสำเร็จ และเป็นเรือเพียงลำเดียวในสามลำที่ไม่จมครับ
(ภาพ RMS Olympic ที่ New York ปี 1911)


เรือ HMHS Britannic (1914–1916) ลำนี้เดิมทีตั้งใจจะตั้งชื่อว่า Gigantic  ถูกปล่อยลงน้ำในปี 1914 แต่ไม่เคยให้บริการในฐานะเรือโดยสารตามที่ตั้งใจไว้ โดยเปลี่ยนภารกิจเป็นทำหน้าที่เรือพยาบาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1  เนื่องจากกองทัพเรืออังกฤษต้องการเรือขนาดใหญ่เพื่ออพยพทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างการรบที่ Gallipoli ซึ่งประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน  ดังนั้นจึงให้เรือสำราญหรูหราลำนี้มาใช้ในภารกิจสงครามโดยติดตั้งเตียงพยาบาล 3,310 เตียง และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ครบครัน ตัวเรือทาสีขาวและมีเครื่องหมายกากบาทสีแดง
(ภาพ HMHS Britannic ในสงครามโลกครั้งที่ 1  ปี 1914)

น่าเสียดายที่เธอชนกับทุ่นระเบิดของเยอรมันในทะเล Aegean …. และเธอได้อับปางลงใกล้กับเกาะ Kea ในทะเล Aegean ประเทศกรีซ ในเดือนพฤศจิกายน 1916  ซึ่งขณะนั้นถือว่า HMHS Britannic เป็นเรือพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก