หลุมดำ (Black hole)

หลุมดำ คือวัตถุอวกาศอย่างหนึ่งที่เรารู้จักกันมานานมากแล้ว ตรวจสอบและตรวจจับได้กล้องโทรทรรศน์ได้จริง แต่เรายังไม่รู้ลึกซึ้งถึงแก่นกลางมันว่าคืออะไร

หลุมดำนั้นถ้าแบ่งตามขนาดของมวลจะมี 2 แบบครับ

1. Supermassive black hole (SMBH) แบบแรกนี้คือหลุมดำมวลยิ่งยวด มันก็คือหลุมดำที่มีมวลในหลักล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์  อย่างแกแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราก็มี SMBH อยู่ที่ใจกลางมวลประมาณ 4 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ และในแกแลคซี่อื่นที่มีขนาดใหญ่มวลของหลุมดำชนิด SMBH นี้ที่อยู่ตรงกลางแกแลคซี่นั้นมันก็ไปได้มากจนถึงหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์  เช่น TON 618 มีมวลมากถึง 4 หมื่นล้านเท่าของดวงอาทิตย์

Supermassive black holeหากเราเข้าไปใกล้มันก็จะเห็นภาพในลักษณะเช่นนี้ครับ ก็คือจะมีหลุมดำเป็นวงกลมสีดำอยู่ตรงกลาง และจะมีแผ่นจานมวลสารซึ่งเกิดจากมวลสารโคจรรอบหลุมดำด้วยความเร็วสูงจัดจนร้อนมีแสงสว่างออกมาเป็นจานลักษณะนี้


2. Stellar-mass black hole  หลุมดำประเภทนี้ก็ตามชื่อที่บอกครับ มันเป็นหลุมดำที่มีมวลขนาดแค่ดาวฤกษ์ดวงใหญ่ทั่วไป มวลของมันก็อยู่ในช่วงประมาณ 30 – 80 เท่าของดวงอาทิตย์  หลุมดำชนิดนี้กำเนิดได้โดยการจบชีวิตของดาวฤกษ์มวลมาก เมื่อดาวฤกษ์มวลมากที่มีมวลประมาณ 10 เท่าของดวงอาทิตย์ขึ้นไประเบิดกลายเป็น Supernova …. สิ่งสุดท้ายที่เหลือหลังจาก Supernova แล้วก็คือหลุมดำประเภทนี้ครับ หลุมดำประเภทนี้จะล่องลอยอยู่ทั่วแกแล็กซี่ตรงไหนก็ได้โดยไม่ได้อยู่กลางแกแลคซี่เลย

Stellar-mass black hole  หากเราเข้าไปใกล้มันก็จะเห็นภาพประมาณนี้ ก็คือมีวงกลมสีดำตรงกลาง และจะมีการบิดเบือนของเลนส์ความโน้มถ่วง (Gravitational lensing) โดยรอบส่วนที่เป็นหลุมดำ โดยที่จะไม่มีจานมวลสารโคจรแบบสว่างจ้าโดยรอบเหมือน Supermassive black hole ครับ

เนบิวลามนุษย์หิมะ

Snowman Nebula หรือ Sharpless 2-302 (Sh2-302) ที่กำลังเป็นกระแสถูกพูดถึงในความน่ารักและสีสันที่สวยงาม

ห่างไกลแต่สวยงาม: ความลับของเนบิวลาสีแดง

เนบิวลามนุษย์หิมะตั้งอยู่ในกลุ่มดาวท้ายเรือ (Puppis) ทางท้องฟ้าซีกใต้ อยู่ห่างจากโลกของเราออกไป 6,000 ปีแสง ความสวยงามที่เราเห็นเป็นสีแดงสดใสนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากกระบวนการทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่เรียกว่า “เนบิวลาเปล่งแสง” (Emission Nebula) โดยกระบวนการนี้เกิดจากกลุ่มแก๊สและฝุ่นได้รับรังสีพลังงานสูงจากดาวฤกษ์มวลมากที่อยู่ใกล้ ๆ และจากนั้นอะตอมของไฮโดรเจนจะดูดซับรังสีนั้นไว้ แล้วปลดปล่อยออกมาในรูปของแสงสีแดง (H-alpha)

….. จนมองดูคล้ายกับตุ๊กตาหิมะสีแดงตัวยักษ์กลางอวกาศ (เติมองค์ประกอบเข้าไปหน่อย เผื่อบางท่านนึกไม่ออก 😁🤣😂)

Spacecraft cemetery สุสานยานอวกาศ Point NEMO

ดาวเทียมทุกดวงจะต้องมี Thruster (ไอพ่น) ติดตั้งไว้เสมอครับ  thruster นี้จะใช้ในการทำ station keeping เพื่อให้ดาวเทียมโคจรอยู่ที่ความสูงเดิมเสมอ  และเมื่อใช้ไปนาน ๆ เช่น 10 – 15 ปี  เชื้อเพลิงของ thruster ดาวเทียมจะหมดถัง นั่นก็หมายความว่าดาวเทียมดวงนั้นหมดอายุการใช้งาน  การที่ดาวเทียมหมดอายุไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ข้างในหมดอายุ แต่เชื้อเพลิงในการทำ station keeping หมด

ดาวเทียมแบบค้างฟ้า (Geostationary orbit) ที่หมดอายุแล้ว  ทางสถานีภาคพื้นดินจะสั่งยิง thruster ครั้งสุดท้ายเพื่อส่งดาวเทียมดวงนั้นไปยัง Graveyard orbit (วงโคจรสุสาน) ครับ  มันเป็นวงโคจรที่ห่างไกลออกไปจากวงโคจรปกติของ Geostationary orbit ประมาณ 350 กิโลเมตร  และอาจมีวิถีโคจรที่เป็นวงรีมากขึ้น  การทำเช่นนี้จะทำให้ดาวเทียมที่หมดอายุสามารถโคจรค้างอยู่แบบนั้นได้นานมาก ๆ (นานระดับ 40 – 50 ปี)  แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในอนาคตที่จะชนกับดวงอื่นหรือตกลงสู่โลก (เผาไหม้ในบรรยากาศจนหมด)


ส่วนดาวเทียมแบบวงโคจรต่ำที่หมดอายุจะถูกสั่ง Thruster พ่นบังคับให้ตกลงที่ Spacecraft Cemetery (สุสานยานอวกาศ) ที่เรียกกันว่า “Point NEMO” บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก  ตามภาพนี้