ฤดูร้อน …. เปิดแอร์แบบไหนประหยัดค่าไฟ ?

ทุกท่านคงเคยได้ยินมานานแล้วว่า ถ้าจะประหยัดค่าไฟก็ไม่ควรที่จะเปิดแอร์ 24 – 25 ℃  ส่วนมากก็แนะนำกันที่ 26 – 27 ℃  ….. และตอนนี้เข้าฤดูร้อนอย่าง สมบูรณ์แล้ว อากาศร้อนมาก แม้กระทั่งตั้งอุณหภูมิไว้ 27 ℃ ก็ยังเปลืองไฟเป็นอย่างมาก

ผมขออธิบายตามภาพนี้ครับ  ปกติแล้วเครื่องปรับอากาศจะมีเซ็นเซอร์อุณหภูมิติดตั้งไว้บริเวณด้านหน้าคอยเย็นข้างในเครื่อง ก็คืออยู่ที่ตำแหน่งจุดสีแดงในภาพ  เมื่อเราเปิดแอร์  แอร์จะดูดอากาศเข้าทางช่อง return air ข้างบนในตำแหน่งจุดสีน้ำเงินในภาพ  ซึ่งอากาศที่ถูกดูดเข้าทางตำแหน่งจุดสีน้ำเงินที่เรียงกันในภาพนี้จะเป็นอากาศอุ่นในห้อง และอากาศตัวนี้แหละที่จะไหลผ่านเซ็นเซอร์อุณหภูมิ

ซึ่งปัญหาสำคัญของฤดูร้อนก็คือ …. เมื่อแอร์เริ่มทำความเย็นจะมีอากาศเย็นไหลออกมาตามภาพนี้ครับ อากาศเย็นจะมีความหนาแน่นสูงจึงกองอยู่ที่พื้นด้านล่างของห้อง  และอากาศเย็นจะค่อย ๆ เพิ่มระดับไปตามตำแหน่ง A B C D ในภาพนี้จนถึงตำแหน่งจุดสีน้ำเงินในภาพ

ดังนั้น หากท่านยังตั้งอุณหภูมิแอร์เป็น 26 – 27 ℃ และไม่เปิดพัดลมช่วยคอมเพรสเซอร์แอร์จะไม่ตัดเลยครับ  บางที 1 ชั่วโมงอาจจะยังไม่ตัดก็เป็นไปได้ ทั้งที่เราตัวเราซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะรู้สึกหนาวจะแย่อยู่แล้วแต่แอร์ยังไม่ตัด

ที่มันเป็นแบบนี้เพราะว่าเซ็นเซอร์อุณหภูมิมันยังคงรับอากาศ ณ จุดบนสุด ซึ่งเซ็นเซอร์มันยังอ่านได้ประมาณ 28 ถึง 29 ℃ อยู่เลย  ดังนั้นหากเราตั้งไว้ที่ 26  ℃ ตัวเราเนี่ยเย็นแล้วแต่เซ็นเซอร์มันยังอ่านได้ 28 ℃   ดังนั้นคอมจึงไม่ตัดครับ


เซ็นเซอร์อุณหภูมิที่ติดตั้งที่ผนังแบบภาพล่างนี้ก็มีน้อยมากที่จะพบได้ในแอร์ทั่วไปที่เราติดตั้งกัน  ซึ่งการติดตั้ง thermostat ที่ตำแหน่งนี้จะดีขึ้นมาก  เนื่องจาก thermostat มันจะรับรู้ได้ว่าอากาศเย็นถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้แล้วในตำแหน่งที่คนอยู่ และมันก็สั่งแอร์ตัดครับ


ดังนั้นในฤดูร้อนอย่างนี้  วิธีที่ควรทำก็คือ ….
1. เปิดพัดลมช่วยในห้อง
2. เร่งความเร็วของ Fan ที่รีโมทแอร์เป็นระดับกลาง  ซึ่งส่วนมากมันก็จะมี Auto และระดับ 1  2  3 ก็ควรตั้งที่ระดับ 2 ไปตลอดครับ ไม่ควรตั้ง Auto เนื่องจาก air flow น้อยเกินไป มันจะลดประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนครับ
3. ตั้งแอร์ที่ 27 – 28 ℃  

ผมคิดว่าหนทางที่ดีที่สุดก็คือเปิดพัดลมเป่ามาที่ตัวเราครับ การเปิดพัดลมนอกจากจะทำให้ร่างกายเราเย็นโดยตรงแล้วยังทำให้เกิดอากาศหมุนเวียน ทำให้อากาศเย็นที่มันจะกองอยู่ที่พื้นห้องแพร่กระจายขึ้นไปถึงทางช่อง return air ทางดูดของแอร์ที่จุดสีน้ำเงินในภาพได้  ซึ่งจะทำให้แอร์ตัดเร็วขึ้น

แต่การหมุนเวียนอากาศเย็นจนขึ้นไปถึงด้านบนนั้นแต่ละห้องไม่เหมือนกัน  ดังนั้นก็เอาง่าย ๆ เลยก็คือให้ลองตั้งอุณหภูมิแบบสูงไปเลยครับเช่น 28 ℃  ถ้าคอมเพรสเซอร์แอร์มันตัดสัมพันธ์กับความเย็นที่เราพอใจแล้วก็เอาอุณหภูมินั้น  อย่างตอนนี้ในห้องของผมต้องเปิดไปที่ 28 ℃ นู่นเลย  เพราะหากตั้ง 27 ℃ จะรู้สึกเย็นมากแล้วแต่แอร์ยังไม่ตัดเสียที  แบบนี้เปลืองไฟมากครับ

เฮ้ย ! ต้มมาม่าแบบนี้ได้เหรอ ?

อธิบายตามภาพครับ

ตัวการหลักคือ “โซเดียมคลอไรด์” (เกลือ) ในเครื่องปรุงที่ละลายในน้ำมันจะแตกตัวออกเป็น Na+ และ Cl  ซึ่งเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระและทำหน้าที่เป็นตัวนำ electron  และในระหว่างที่ Ion เหล่านี้เคลื่อนที่ไปในน้ำ  มันจะชนเข้ากับโมเลกุลของน้ำ …. จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความร้อนครับ กระบวนการเกิดความร้อนแบบนี้จะเรียกว่า Joule heating

ส่วนปฏิกิริยาเคมีแบบ “แยกน้ำด้วยไฟฟ้า” (Electrolysis) ในชามนี้จะไม่ได้กำเนิดส่วน “Energy” ครับเพราะมันเป็นปฏิกิริยาเคมีแบบ endothermic

การ electrolysis ในชามมาม่านี้  เนื่องจากมันมีโซเดียมคลอไรด์ด้วย ดังนั้นจะทำให้เกิดก๊าซคลอรีน , ก๊าซไฮโดรเจนและโซเดียมไฮดรอกไซด์ครับ แต่น่าจะเกิดปริมาณที่ค่อนข้างน้อยเพราะคนที่ทำในคลิปนี้คงเคยทำมาแล้วและแดกได้ ก็คือรสชาติไม่เปลี่ยน สารเคมีพวกนี้ถ้ามีมากมันจะออกรสเปรี้ยวเป็นหลักเลยครับ ดังนั้นอันตรายก็คงมีบ้างแต่ก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่

เรือ Titanic มีเรือพี่น้อง (Sister ship) ด้วยนะ

เรือ Titanic มีเรือพี่น้อง (Sister ship) อีกสองลำนะครับ คือ RMS Olympic และ HMHS Britannic เรือเดินสมุทร  โดยเรือทั้ง 3 ลำนี้คือเรือใน “Olympic Class” ทั้งสามลำนี้สร้างขึ้นสำหรับบริษัทเดินเรือ White Star Line โดยบริษัท Harland and Wolff ที่เมือง Belfast  ทั้ง 3 ลำนี้มีดีไซน์หรูหราคล้ายคลึงกัน  RMS Olympic เป็นลำที่เก่าที่สุด ส่วน HMHS Britannic เป็นลำที่ใหม่ที่สุด

เรือ RMS Olympic (1911–1935) เป็นที่รู้จักในชื่อ “Old Reliable” (เรือที่ไว้ใจได้) เธอมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและประสบความสำเร็จ และเป็นเรือเพียงลำเดียวในสามลำที่ไม่จมครับ
(ภาพ RMS Olympic ที่ New York ปี 1911)


เรือ HMHS Britannic (1914–1916) ลำนี้เดิมทีตั้งใจจะตั้งชื่อว่า Gigantic  ถูกปล่อยลงน้ำในปี 1914 แต่ไม่เคยให้บริการในฐานะเรือโดยสารตามที่ตั้งใจไว้ โดยเปลี่ยนภารกิจเป็นทำหน้าที่เรือพยาบาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1  เนื่องจากกองทัพเรืออังกฤษต้องการเรือขนาดใหญ่เพื่ออพยพทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างการรบที่ Gallipoli ซึ่งประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน  ดังนั้นจึงให้เรือสำราญหรูหราลำนี้มาใช้ในภารกิจสงครามโดยติดตั้งเตียงพยาบาล 3,310 เตียง และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ครบครัน ตัวเรือทาสีขาวและมีเครื่องหมายกากบาทสีแดง
(ภาพ HMHS Britannic ในสงครามโลกครั้งที่ 1  ปี 1914)

น่าเสียดายที่เธอชนกับทุ่นระเบิดของเยอรมันในทะเล Aegean …. และเธอได้อับปางลงใกล้กับเกาะ Kea ในทะเล Aegean ประเทศกรีซ ในเดือนพฤศจิกายน 1916  ซึ่งขณะนั้นถือว่า HMHS Britannic เป็นเรือพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก