รูปแกะสลักหิน Moai

รูปแกะสลักหิน “Moai” คืออะไร ?

Moai คือ รูปปั้นหินซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์และส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่เด่นชัด ถูกพบมากกว่า 887 ตัวกระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติราปานูอี ประเทศชิลี

Moai เกือบทั้งหมดที่พบนั้นถูกแกะสลักมาจากหินก้อนเดียว แต่บางตัวก็มีของประดับลักษณะคล้ายหมวกหรือมวยผมซึ่งเรียกว่า “ปูเกา” (pukao) เป็นชิ้นต่างหากอยู่บนศีรษะ มันถูกแกะสลักมาจากเหมืองหินที่ปล่องภูเขาไฟราโนรารากู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นที่ที่พบ Moai อยู่กว่า 400 ตัว

จากการค้นพบรูปปั้นที่ยังแกะสลักอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้น ทำให้มีการสันนิษฐานว่าเหมืองหินได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างกะทันหัน นอกจากนั้นในการค้นพบ Moai เกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพล้อมนอน ซึ่งเชื่อว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นผู้ทำให้มันล้ม

ลักษณะที่เด่นชัดของ Moai คือ ส่วนหัว แต่ก็มีหลายตัวซึ่งมีส่วนหัวไหล่, แขน และลำตัว ซึ่งเป็น Moai ที่พบหลังจากถูกฝังมานานนับปี ความหมายและวัตถุประสงค์ของการสร้าง Moai นั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีการสันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา

ข้อสันนิษฐานที่แพร่หลายมากที่สุดข้อหนึ่ง คือ รูปปั้น Moai ถูกแกะสลักโดยชาวโปลินีเซียซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะนี้เมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ข้อสันนิษฐานนี้เชื่อว่าพวกโปลินีเซียอาจสร้าง Moai ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หรืออาจจะเป็นผู้ซึ่งมีความสำคัญ ณ สมัยนั้น หรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะของครอบครัว

เห็นได้ชัดว่าการสร้าง Moai (ขนาดทั่วไปสูงประมาณ 3.5 เมตร หนัก 20 ตัน) นั้นต้องลงทุนลงแรงและใช้เวลาเป็นอย่างมาก หลังจากสร้างเสร็จแล้วยังต้องเคลื่อนย้ายรูปปั้นไปยังตำแหน่งที่ต้องการ การขนย้ายโมไอซึ่งหนักและใหญ่นั้นทำอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โดยชาวพื้นเมืองของเกาะนั้นมีความเชื่อว่า Moai นั้นเดินได้เอง

ในตำนานของเกาะนั้นกล่าวถึงหัวหน้าเผ่าซึ่งเสาะหาที่ตั้งบ้านใหม่ และเขาได้เลือกหมู่เกาะอีสเตอร์ หลังจากที่หัวหน้าเผ่าตายไป เกาะก็ได้ถูกแบ่งให้เหล่าลูกชายของเขาเพื่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าใหม่ เมื่อหัวหน้าเผ่าคนใดตายไปก็มีการนำโมไอไปตั้งไว้ ณ สุสาน ชาวเกาะทั้งหลายเชื่อว่ารูปปั้น Moai จะรักษาจิตวิญญาณของหัวหน้าเผ่าเหล่านั้นไว้ เพื่อให้นำสิ่งดี ๆ มาสู่เกาะ เช่น ฝนตก พืชพรรณสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ตำนานนี้อาจมีการบิดเบือนไปจากความจริงเนื่องจากได้มีการเล่าสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

เนื้อหาทั้งหมดนำมาจาก Wikipedia
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%AD

ทำไมเจาะรูที่เปลือกไข่เมื่อต้มแล้วปอกเปลือกง่าย

ที่เจาะรูเปลือกไข่แบบในภาพนี้ครับ

ในไข่ไก่มันจะมีกระเปาะอากาศเรียกว่า Air cell ครับ การเจาะรูนี้ทำให้เมื่อนำไข่ไปต้มแล้วอากาศที่อยู่ใน air cell ก็จะพยายามเล็ดลอดออกมาจากรูนี้  ซึ่งมันจะทำให้ไข่ขาวสามารถขยายตัวและมีการเคลื่อนตัวภายใน ทำให้เยื่อหุ้มไข่ทั้ง Inner-Outer แยกตัวจากกัน  เมื่อไข่สุกแล้วจึงปอกได้ง่ายขึ้นครับ

มีบางอย่างพุ่งทะลุทางช้างเผือกจริงหรือ ? 😮

 ในช่วงหลายเดือนมานี้มีข่าว และมีบทความเกี่ยวกับว่ามีบางสิ่งพุ่งทะลุทางช้างเผือกจนฉีกขาดเป็นรูอะไรทำนองนี้ แต่เนื้อหาจริง ๆ ของเรื่องนี้มันอาจจะไม่ถึงขั้นว่า “พุ่งทะลุ” หรือเป็นรอยฉีกเป็นรอยแยกในทางช้างเผือกแต่อย่างใด และมีหลายบทความก็ได้ทำภาพประกอบให้ดูน่ากลัวเกินจริง

ต้นเรื่องของเรื่องนี้ ก็คือตั้งแต่ปี 2019 (7 ปีที่แล้ว)
Something Strange Punched a Hole in the Milky Way. But What Exactly Is It?
https://www.livescience.com/65483-dark-impactor-could-be-dark-matter.html


ก่อนอื่นขออธิบายเรื่อง Stellar stream ก่อนครับ

ตามภาพที่เห็นนี้ ลักษณะที่เป็นสายธารสีขาวรอบแกแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราจะเรียกว่า Stellar stream

Stellar stream คือกระจุกดาวทรงกลมหรืออาจจะเป็น dwarf galaxy ซึ่งถูกอิทธิพลจากความโน้มถ่วงของทางช้างเผือกกระทำ จนกระทั่งลักษณะเดิมซึ่งเป็นกลุ่มก้อนหรือเป็นกระจุกทรงกลมของดาวฤกษ์นั้นได้แตกสลายกลายเป็นดาวฤกษ์จำนวนมหาศาล เคลื่อนที่เป็นสายธารโคจรรอบทางช้างเผือกครับ

Stellar stream นั่นเป็นเรื่องที่ศึกษากันมานานมากแล้ว และตั้งแต่ยุคของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ GAIA ก็ได้ตรวจพบ Stellar stream ในทางช้างเผือกหลายสิบแห่ง แม้กระทั่งแกแล็กซี Andromeda ก็ตรวจพบครับ
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_stellar_streams


ต่อมาในปี 2006 ได้มีการค้นพบ Stellar stream แห่งหนึ่งชื่อว่า GD-1 ….

ซึ่งนักดาราศาสตร์ถือว่ามีความผิดปกติมาก เนื่องจากเส้นทางและลักษณะของสายธารของการโคจรมีบางช่วงที่ “ขาด” และดูเหมือนกับถูกกระทำจากความโน้มถ่วงอย่างรุนแรง  ซึ่งการถูกตัดขาดช่วงของสายธารดาวฤกษ์นี้เป็นลักษณะของการคล้ายกับการถูก “พุ่งชน” ซึ่งการพุ่งชนนี้สร้างรอยขาด / รอยแยกจากอิทธิพลความโน้มถ่วงที่กว้างมาก

และจากแบบจำลองก็แสดงให้เห็นว่าเกิดจากมวลมหาศาลระดับล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ซึ่งมันก็เป็นไปได้อย่างเดียวก็คือหลุมดำขนาดใหญ่แบบ Supermassive Blackhole  แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานอื่นที่บ่งชี้ถึงหลุมดำเลย ดังนั้นตอนนี้จึงฟันธงได้ก่อนว่าเป็นอิทธิพลจากกลุ่มสสารมืด (Dark matter) ซึ่งเป็นสสารที่มีมวลแต่ตรวจจับไม่ได้มองไม่เห็นครับ

นี่แหละ จึงเป็นที่มาของประโยค “Something Strange Punched a Hole in the Milky Way. But What Exactly Is It?” ซึ่งมันก็ไม่ใช่มีรอยโหว่หรือรูรั่วในทางช้างเผือกของเราแต่อย่างใด มันก็เป็นเพียงแค่ความผิดปกติของ Stellar stream เท่านั้นเอง  และในเพจ facebook ต่างประเทศหลายแห่งก็ทำภาพให้มันเว่อร์วังไปซะอย่างนั้น