โลมากับปลาปักเป้า

ปลาปักเป้ามันไม่ได้ “ฉีด” พิษออกมา แต่มีพิษเล็กน้อยอยู่ที่หนามแหลมรอบตัวมันครับ  พิษของมันสะสมอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ โดยมีสารพิษ Tetrodotoxin (TTX) จะสะสมอยู่ในตับ รังไข่ ลำไส้  สารพิษ TTX ไม่ได้เกิดจากตัวปลาเองแต่สะสมมาจากแบคทีเรียในอาหารที่ปลากินเข้าไx  TTX เป็นสารพิษต่อระบบประสาทที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าไซยาไนด์ถึง 1,000 เท่า ทำให้เกิดอัมพาตและกล้ามเนื้ออ่อนแรง

การที่โลมาเล่นปลาปักเป้าอาจเป็นเพราะความสนุกสนานส่วนหนึ่ง และเรื่อง “ความเมา + ฟิน” (Narcotic effect) ด้วย หนามของปักเป้าก็มีพิษเล็กน้อยดังนั้นโลมาอาจจะเอาความฟินจากความเมาด้วยมั้ง 😸🤣😂

เคยดูช่อง Discovery มีคลิปวิดีโอลูกโลมารุมกันเล่นแบบใช้ปากจิ้มปักเป้าส่งต่อกันไปมาเพื่อกระตุ้นให้ปลาปักเป้าปล่อยสารพิษออกมา ….. และลูกโลมาพวกนั้นก็เข้าสภาวะ “ภวังค์” (Narcotic effect) เคลิบเคลิ้มและลอยนิ่ง ๆ (คำบรรยายในสารคดีกล่าวแบบนี้)

“ถ่านไม้” ใช้แทนน้ำมันในรถยนต์ได้จริงหรือ ?

จากข่าวที่มีช่างเครื่องชาวคิวบาคนหนึ่งได้ดัดแปลงรถยนต์ของตนเองให้สามารถใช้ “ถ่าน” เพื่อเป็นเชื้อเพลิงแก่เครื่องยนต์รถยนต์ Fiat Polski รุ่นปี 1980 ของตัวเองได้  ผมลองไปหาข้อมูลดูเพิ่มเติมมันคือศาสตร์ทางด้านเคมีอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Gasification ครับ

มีบทความอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดครับ …. การเปลี่ยนถ่านให้เป็นก๊าซ (Char gasification)
https://www.sciencedirect.com/topics/engineering/char-gasification


การเปลี่ยนถ่านให้เป็นก๊าซ (Char gasification) คือการเปลี่ยนถ่านไม้/ถ่านหิน/ถ่านโค้กให้กลายเป็นก๊าซสังเคราะห์ (synthesis gas) หรืออีกชื่อนึงที่เคยใช้ในวงการยานยนต์ในอดีตคือ “Producer gas” ครับ  ซึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนัก จึงมีนักประดิษฐ์แถบประเทศสแกนดิเนเวียคิดค้นรถยนต์วิ่งด้วยถ่านไม้ขึ้น โดยมีรถยนต์และเครื่องจักรทางการเกษตรนับล้านคันทั่วโลกในยุคนั้นวิ่งด้วย “แก๊สไม้” (Wood gas) นี้ …. แต่ต้นกำเนิดของแนวคิดนี้จริง ๆ ก็คือวิศวกรเคมีชาวฝรั่งเศส Georges Imbert  ซึ่งได้สร้างเครื่องต้นแบบกำเนิดแก๊สไม้จากถ่านโค้กในปี 1923

เครื่องกำเนิดแก้สไม้บนหลังรถกระบะ Dodge RAM 1500 ที่เจ้าของไร่แห่งหนึ่งในอเมริกาใช้งานอย่างจริงจัง (ปี 2011)

รถบัสที่มีเครื่องกำเนิดแก้สไม้ด้านหลัง  เป็นรถของบริษัท Kanachu ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถบัสรายใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของจังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น


Producer gas , Wood gas คือก๊าซเชื้อเพลิงที่ผลิตโดยการเป่าอากาศและไอน้ำผ่านเตาสันดาป โดยในเตาสันดาปนี้ก็จะมีวัตถุดิบเป็นของราคาถูกอย่างเช่นถ่านไม้ , ถ่านโค้กหรือถ่านหิน  ถ่านพวกนี้เมื่อเผาไหม้แล้วจะประกอบด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไฮโดรเจน (H2) และไนโตรเจน (N2) ในปริมาณมาก  ซึ่ง product จากการเผาไหม้ถ่านพวกนี้แหละที่จะนำมาผ่านกระบวนการ char gasification เพื่อให้สุดท้ายแล้วกลายเป็นก๊าซเชื้อเพลิง (แก้สมีเทน)


2 ภาพล่างนี้คือรถยนต์ของฮวน คาร์ลอส ปิโน ช่างเครื่องชาวคิวบาวัย 56 ปีได้ดัดแปลงรถยนต์ Fiat Polski รุ่นปี 1980 ให้สามารถใช้ “ถ่านไม้” เป็นเชื้อเพลิงได้


แปลและเรียบเรียงจาก
– https://en.wikipedia.org/wiki/Wood_gas_generator
– https://en.wikipedia.org/wiki/Gasification

สุดท้ายนี้ ….. ขอให้วิกฤตการณ์น้ำมันโลกในครั้งนี้จงยุติโดยเร็ว

พาพันขอบคุณ

แมงกะพรุนพิษร้าย

แมงกะพรุนมีพิษที่เรารู้จักกันดีมานานก็คือ Portuguese man o’ war แต่ Portuguese man o’ war มันตัวใหญ่และสีเข้มเห็นได้ชัดเจนเวลาเราเล่นน้ำทะเลครับ

ที่มาของชื่อแมงกะพรุนชนิดนี้ มาจากลักษณะส่วน “กระโดง” ของมันที่คล้ายกับใบเรือของเรือรบโปรตุเกสสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่เรียกกันว่า man-of-war หรือ man-o’-war ครับ


แต่มีแมงกะพรุนพิษร้ายแรงอีกชนิดหนึ่งคือ “แมงกะพรุนอิรุคันจิ” (Irukandji Jellyfish) ตัวเล็กมากเท่าปลายนิ้วเท่านั้น แม้จะมีขนาดตัวที่เล็กมากแค่ “เล็บ” มือเราแต่พิษของมันสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

🪼ตัวของมันมีขนาดประมาณปลายนิ้วก้อย (ประมาณ 1–2 เซนติเมตร) ส่วนหัวมีรูปร่างคล้ายกระดิ่งหรือกล่อง (Box Jellyfish)
🪼​มีหนวด 4 เส้น ยาวได้ตั้งแต่ไม่กี่เซนติเมตรไปจนถึง 1 เมตร ซึ่งหนวดนี้เต็มไปด้วย “เข็มพิษ” (Nematocysts) จำนวนมหาศาล
🪼​ตัวมันใสมากจนเกือบจะโปร่งแสง ทำให้มองเห็นได้ยากมากในน้ำทะเล

​ความน่ากลัวของมันไม่ได้อยู่ที่แผลภายนอก แต่อยู่ที่ “กลุ่มอาการอิรุคันจิ” ที่จะเกิดขึ้นหลังถูกต่อยประมาณ 5–40 นาที
⚠️​ความเจ็บปวดสุดขีด ปวดหลังอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องอืด และปวดศีรษะ
⚠️​ระบบหัวใจและปอด อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูง ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดสภาวะน้ำท่วมปอด
⚠️​ผู้ป่วยมักจะมีความรู้สึก “กลัวตุยอย่างรุนแรง” ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของพิษต่อระบบประสาท

เดิมทีพบมากในแถบชายฝั่งตอนเหนือของออสเตรเลีย

​ในประเทศไทย มีรายงานการพบแมงกะพรุนชนิดนี้ในน่านน้ำไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในแถบทะเลอันดามันและอ่าวไทย (เช่น เกาะกระดาด จังหวัดตราด หรือหมู่เกาะทางภาคใต้) มักพบมากในช่วงหลังพายุฝนหรือช่วงที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น