ชื่อของดวงดาวต่าง ๆ ที่ดูเหมือนเป็นรหัส-ตัวเลข มันคืออะไร ?

จากที่เราเคยเห็นชื่อของแกแลคซี่  ดาวฤกษ์ และอื่น ๆ ซึ่งมีทั้งชื่อปกติ และชื่อแปลก ๆ เป็นตัวอักษรปนตัวเลข …. มันคืออะไร ?  มีกฏเกณฑ์การตั้งชื่ออย่างไร ?  

สมัยโบราณ  การดูดาวและเรื่องดาราศาสตร์ก็ปรากฏเป็นองค์ความรู้ขึ้นแล้วครับ  แต่จำนวนของดาวยังมีไม่มากมีเพียงไม่กี่ร้อยดวงเท่านั้น  แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ร้อยปี  ดาวต่าง ๆ ที่เราตรวจพบได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นล้าน ๆ ดวง  ดังนั้น  นักดาราศาสตร์ตั้งแต่สมัย (ประมาณ) กาลิเลโอ เป็นต้นมาก้ได้ทำการจัดทำ Cataloque ของวัตถุอวกาศขึ้นครับ  รายละเอียดของ Catalogue และมาตรฐานต่าง ๆ  ก็เป็นไปตามที่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล The International Astronomical Union (IAU) ได้กำหนดขึ้น …. ดังนี้ครับ

การตั้งชื่อดาวฤกษ์   แบ่งออกตามยุคสมัยดังนี้

1. Proper name  ชื่อนี้คือ ชื่อดาวที่ตั้งตาม อารบิกโบราณ (The Ancient Arabic Names)
ทั้งหมดเป็นดาวที่สว่างมากแบบชัดเจน  จึงได้มีการตั้งชื่อตั้งแต่โบราณมาแล้ว  เช่น  Betelgeuse  Aldebaran  Sirius  Deneb

2.The Bayer System  ชื่อในระบบนี้เป็นวิธีที่เสนอโดยนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน Johann Bayer โดยกำหนดให้ชื่อแรกตั้งตามตัวอักษรกรีกโบราณ  ตามด้วยชื่อจักรราศี (Constellation) ที่ดาวนั้นอยู่  เช่น  
– Alpha Centauri  ดาว Alpha แห่งกลุ่มดาวคนครึ่งม้า
– Gamma Cygni  ดาว Gamma แห่งกลุ่มดาวหงษ์
– Kappa Amdromeda  ดาว Kappa  แห่งกลุ่มดาวแอนดรอมิดา

3.The Flamsteed System  ชื่อดาวในระบบนี้ก็คล้าย ๆ กับระบบข้อ 2. ครับ  แต่เปลี่ยนเป็นใช้ตัวเลขอารบิคตามด้วยจักราศีที่ดาวดวงนั้นอยู่  เช่น  51 Pegasi (ดาวลำดับที่ 51 แห่งกลุ่มดาวม้าบิน)   61 Cygni (ดาวลำดับที่ 61 แห่งกลุ่มดาวหงษ์)

4.Modern catalogues  อันนี้คือที่ใช้กันในปัจจุบันครับ  cataloques นี้กำหนดชื่อด้วย Computer โดยการใช้ชื่อของ  องค์กร  กล้องโทรทรรศน์  ดาวเทียม  ที่ตรวจพบดาวดวงนั้น  และต่อด้วยรหัสอีกจำนวนหนึ่งครับ  อย่างดาวฤกษ์ TRAPPIST-1 ที่เคยฮือฮากันไปก็ตั้งชื่อตามหอสังเกตุการณ์ดาราศาสตร์ของเบลเยี่ยม ที่ชื่อว่า Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST)  ซึ่งที่นี่ได้ตรวจพบดาวดวงนี  จึงได้ตั้งชื่อว่า TRAPPIST-1  ซึ่งดาว TRAPPIST-1 นี้  ดั้งเดิมยังมีอีกชื่อหนึ่ง คือ 2MASS J23062928-0502285 ด้วย
(เป็นชื่อที่ตั้งด้วย Computer ของ Modern catalogues นี้เองครับ)

5. ตั้งชื่อตามบุคคลสำคัญ หรือ เป็นเกียรติแก่นักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบ   การตั้งชื่อดาวแบบนี้จะมีจำนวนไม่มากนักครับ  โดยตั้งชื่อในโอกาสพิเศษบางประการ  เช่น  Barnard’s Star ก็ตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์อเมริกันผู้ซึ่งศึกษาข้อมูลสำคัยหลายอย่างของดาวดวงนี้หรือ  Kapteyn Star  ซึ่งตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ชาว Dutch  Jacobus Kapteyn

6.  การตั้งชื่อ Pulsar หรือ  ดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงจะใช้ชื่อนำหน้าว่า PSR  ย่อมาจาก Pulsating Source of Radio ตามหลังด้วย code แสดงตำแหน่งของ Pulsar ดวงนั้นครับ  เช่น   PSR J0737-3039  ก็คือ Pulsar ที่มีตำแหน่งที่ Right ascention 07h 37m
และมี Declination =  −30° 39′

นอกนั้นยังมี Cataloque ดาวฤกษ์อีกจำนวนเป็นสิบ ๆ cataloque ที่เราอาจคุ้นตาครับ  เช่น ….
HD cataloque ของนักดาราศาสตร์ Henry Draper
SAO cataloque ของ  Smithsonian Astrophysical Observatory
BD cataloqe ของ  Bonn Observatory (German)
Gaia Catalogue  ของยานสำรวจดาวฤกษ์ GAIA
Gliese Catalogue  ของนักดาราศาสตร์ German  Wilhelm Gliese (ใช้กับดาวฤกษ์ที่มีระยะห่างไม่เกิน 80 ปีแสง)
HIP cataloque ของดาวเทียมสำรวจดาวฤกษ์  Hipparcos (โครงการขององค์กรอวกาศยุโรป : ESA)
LHS , LTF , LTT cataloque ของนักดาราศาสตร์ Willem Jacob Luyten
KIC cataloque  ย่อมาจาก Kepler Input Catalog  มันคือ cataloque ของดาวฤกษ์ที่สำรวจโดยกล้องโทรทรรศน์ Kepler  โดยจัดทำเป็น database เผยแพร่ใน Internet มีดาวจำนวนมหาศาลมากถึง 13 กว่า ล้านดวง  สามารถค้นหาได้ ที่นี่ https://exoplanetarchive.ipac.caltech.edu/  
ลิ้งค์นี้สามารถค้นหาได้ทั้ง KIC และ KOI ครับ
KOI  ย่อมาจาก Kepler Object of Interest  มันคือ cataloque ของดาวฤกษ์ที่ คาดว่า หรือแน่ใจว่ามีดาวเคราะห์โคจรรอบดาวดวงนั้นครับ  ดาวฤกษ์จาก KOI นี้  ก็นำมาจาก KIC ทั้งหมด  ปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณ 150,000 ดวง ครับ

ดาวฤกษ์ต่าง ๆ ที่เราได้ยินชื่อเรียกแบบหนึ่ง  ก็อาจปรากฏใน Cataloque อีกอันหนึ่งก็ได้ครับ  เช่น ….
– ดาว 55 Cancri  ก็มีชื่อใน cataloque อื่นว่า HR 3522
– ดาวเหนือ Polaris  ก็คือดาว Alpha Ursae Minoris (ในแบบของ Bayer System)
– ดาวยักษ์แดง Betelgeuse  ก็คือดาว  Alpha Orionis (เป็นดาวเด่นที่สุด  จึงได้ชื่อ Alpha ในกลุ่มดาวนายพราน)

Messier object (M)
สำหรับ Messier object นี้  คือรายชื่อของวัตถุอวกาศขนาดใหญ่จำนวน 110 รายการ ซึ่ง Charles Messier นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้จัดทำขึ้นในปี 1771  ชื่อของวัตถุอวกาศของ Messier object นี  จะขึ้นต้นด้วย M  เช่น  แกแลคซี่ Andromeda คือ M31 แกแลคซี่ Triangulum คือ M33  เป็นต้นครับ  ประเภทของวัตถุอวกาศในนี้ก็จะมีหลากหลายครับ  เช่น … กระจุกดาว  แกแลคซี่  Supernova Remmant  Nebula   แต่ส่วนใหญ่เป็น แกแลคซี่ ครับ

New General Catalogue (NGC)
Cataloque นี้  ถือว่ามีจำนวนมากที่สุดแล้ว  เพราะประกอบด้วยวัตถุอวกาศจำนวนมากถึง 7,840 รายการ Cataloque นี้มีชื่อเต็มว่า New General Catalogue of Nebulae and Clusters of Stars  เรียกย่อว่า NGC …. NGC cataloque นี้ริเริ่มโดย John Louis Emil Dreyer นักดาราศาสตร์ชาวไอริช  โดยที่ Dreyer ใช้วัตถุอวกาศพื้นฐานดั้งเดิมที่สำรวจโดย William Herschel มาเป็นเกณฑ์ตั้งต้น  ซึ่งวัตถุอวกาศทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็น Deep sky object ทั้งสิ้น  คือเป็นวัตถุอวกาศขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลครับ  NGC cataloque นี้  ดั้งเดิมแล้วมีข้อผิดพลาดมากพอสมควร  ต่อมาก็ได้ถูกปรับปรุงมาเรื่อย ๆ ครับ  ปรับปรุงล่าสุดก็ในปี 2009 การปรับปรุงครั้งใหญ่สุด คือ  เมื่อปี 2000 ครับ  ใช้ชื่อในการปรับปรุงนั้นว่า NGC 2000.0  มีชื่อเต็มอันยาวเหยียดว่า The Complete New General Catalog and Index Catalog of Nebulae and Star Clusters

ใน NGC นี้  มีการผนวกรวมที่สำคัญอีก 1 ประการ คือ  การแยกประเภทออกไปเป็น IC Object
หรือ  Index Catalogue of Nebulae and Clusters of Stars  ซึ่งกระทำในปี 1895 ครับ วัตถุอวกาศในชื่อ IC xxx ก็ยังมีการใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

จากที่กล่าวไปทั้งหมด  ก็หวังว่าทุกท่านคงทราบที่มาของชื่อแปลก ๆ ของดาวต่าง ๆ นะครับ เผื่อได้ยินตามข่าวต่าง ๆ จะได้ทราบที่มาว่ามันคืออะไร

การค้นพบระบบดาว WISPIT 2b

ระบบดาวที่ค้นพบใหม่นี้คือ WISPIT 2b ซึ่งภาพล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์ทำให้เห็นการก่อตัวของวงแหวนซึ่งเป็นแผ่นจานมวลสารได้อย่างชัดเจน จากภาพนี้ในส่วนที่เป็นวงแหวน 3 ชั้นนั้นเรียกว่า Protoplanetary disc ครับ  มันคือจานมวลสารที่ก่อกำเนิดมาพร้อมกับการก่อตัวของดาวฤกษ์ตรงกลาง มันคือมวลสารที่ประกอบด้วยธาตุทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ เหล็ก ไอน้ำ Silicon ไปจนถึงธาตุที่มีค่าอย่างทองคำ , ยูเรเนียม  จานมวลสารนี้จะหมุนวนไปรอบดาวฤกษ์ตรงกลางเรื่อย ๆ และในขณะที่หมุนวนกันนี้ก็จะสามารถรวมตัวกันเองกำเนิดดาวเคราะห์ได้

จุดสีเหลืองที่สว่างระหว่างวงแหวนชั้นในสุดกับวงแหวนด้านนอกก็คือดาวเคราะห์ WISPIT 2b นี่เอง  ซึ่งสิ่งนี้แหละที่เป็นการค้นพบโดยบังเอิญว่ามีดาวเคราะห์เพิ่งเกิดใหม่ที่ถูกเห็นได้ชัดว่าเกิดมาจากวงแหวนมวลสารนี้

ภาพบนนี้คือภาพที่ถ่ายด้วยกล้องโทรทรรศน์ ดังนั้นอาจมีข้อสงสัยว่าเหตุใดดาวฤกษ์ตรงกลางที่สว่างจ้าจึงไม่เห็น ?  คำตอบก็คือระบบกล้องโทรทรรศน์ชุดนี้ (และเกือบทุกแห่ง) จะมีอุปกรณ์หลักที่เรียกว่า Coronagraph เพื่อตัดแสงจากดาวฤกษ์ตรงกลาง (สำคัญตรงนี้)

ตัวอย่างภาพที่ได้จากการใช้ Coronagraph เพื่อตัดแสงจากดาวฤกษ์ตรงกลาง ในขณะที่ถ่ายภาพระบบดาวHR 8799 …. ภาพนี้ผมชอบมากเพราะเห็นดาวเคราะห์ 4 ดวงที่กำลังโคจรรอบดาวฤกษ์แม่ตนเอง 👌😁😊


สำหรับชื่อของดาวเคราะห์ที่น้องนำเสนอในกระทู้นี้  …. “WISPIT 2b”  ชื่อ WISPIT มาจากคำว่า Wide Separation Planets In Time  มันคือโครงการถ่ายภาพแบบตรง (directly image) ความละเอียดสูงโดยใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ VLT/SPHERE เพื่อระบุตำแหน่งของดาวเคราะห์นอกระบบขนาดใหญ่และอายุน้อยที่มีโคจรในวงโคจรกว้าง (300 – 800 AU) รอบดาวฤกษ์อายุน้อยที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์  โดยเน้นที่ระบบดาวที่มีอายุ 5 – 20 ล้านปี

หากเทียบกับข่าวก่อนหน้านี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่บอกว่ามีการค้นพบระบบดาว “TRAPPIST” มันก็เป็นชื่อแปลก ๆ เหมือนกัน ซึ่งก็มาจากชื่อของโครงการนั่นเองครับ ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกค้นพบจากโครงการชื่ออะไร  TRAPPIST = Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope


ขอปิดท้ายด้วยภาพกล้องโทรทรรศน์ The Very Large Telescope (VLT) ที่ค้นพบระบบดาวนี้

ดาวเคราะห์ที่มืดที่สุด

ดาวเคราะห์ TrES-2b (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kepler-1b หรือ GSC 03549-02811b) เป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanet) ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ GSC 03549-02811 อยู่ห่างจากโลก 750 ปีแสง  TrES-2b ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2006 โดย Trans-Atlantic Exoplanet Survey (TrES)  ซึ่งชื่อ “TrES” นี้เป็นโปรเจคในการใช้กล้องโทรทรรศน์ที่อเมริกาและสเปนตรวจจับดาวเคราะห์นอกระบบด้วยวิธี Transit (การเคลื่อนผ่านของดาวเคราะห์ผ่านหน้าดาวฤกษ์แม่)

  ดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกระบุในปี 2011 ว่าเป็นดาวเคราะห์นอกระบบที่ “มืด” ที่สุดเท่าที่รู้จัก โดยสะท้อนแสงน้อยกว่า 1% ของแสงที่ตกกระทบ สะท้อนแสงน้อยกว่าถ่านเสียอีก ทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้มืดสนิทแม้ว่าจะเปล่งแสงสีแดงจาง ๆ เนื่องจากอุณหภูมิพื้นผิว 1,200 ℃ ก็ตาม  มวลและรัศมีของดาวเคราะห์ดวงนี้บ่งชี้ว่าเป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ที่มีองค์ประกอบโดยรวมคล้ายกับดาวพฤหัส มีมวลประมาณ 1.25 เท่าของดาวพฤหัสและมีขนาดประมาณ 1.2 เท่าของดาวพฤหัส  TrES-2b อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากและจัดอยู่ในกลุ่มดาวเคราะห์ที่เรียกว่า “ดาวพฤหัสร้อน” (Hot Jupiter)

ภาพจาก computer graphic