ขีปนาวุธของรัสเซียใช้ “หลอดสูญญากาศ”

เมื่อประมาณกลางเดือนมกราคม 2569 ทางยูเครน ได้มีการเก็บซากของขีปนาวุธรัสเซียและพบ “หลอดสูญญากาศ” ในซากจรวด Oreshnik 

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรมได้วิเคราะห์แล้ว นเป็นหลอด “Krytron” ซึ่งหน้าที่ของหลอด Krytron นี้เป็นตัวกำเนิดความถี่สูง (high-frequency resonator) ที่ทำงานได้โดยมีกำลัง output ที่สูงมากกว่าอุปกรณ์ประเภท Solid state  

และที่สำคัญก็คืออุปกรณ์แบบหลอดมีภูมิต้านทานเกี่ยวกับการรบกวนจากภายนอกครับ  ซึ่งการรบกวนที่สำคัญที่สุดก็คือจาก EMP  ดังนั้นแนวคิดของรัสเซียจะใช้หลอดสูญญากาศปนมาในวงจรบางส่วนเพื่อให้มันต้านทาน EMP ได้ดีกว่าพวกอุปกรณ์ Solid state (Transistor , MOSFET , ICs) …. ดังนั้น การพบหลอดชนิดนี้ในจรวด Oreshnik มิใช่ว่าจะเป็นเรื่อง “โป๊ะแตก” แต่อย่างใด  ว่ากันตรง ๆ ก็เป็นความชาญฉลาดและเป็นแนวทางการออกแบบที่ดีเสียด้วยนะ

และการที่พบอุปกรณ์ยุคเก่าแบบหลอดสุญญากาศก็มิใช่สรุปไปว่าจรวดตัวนี้ไม่มีระบบนำวิถี มันคนละเรื่องกันเลยครับ อุปกรณ์หลอดสูญญากาศทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ในเครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์เพราะมันทนกำลังได้สูง และก็ใช้ในวงการทหารเพราะมันทนอุณหภูมิ + แรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือนได้สูงครับ

จากภาพนี้จะเห็นว่าหลอด Krytron มีคุณสมบัติในระดับเกรดทหาร ก็คือทนอุณหภูมิได้ช่วงกว้างมาก ใช้ที่ความสูงได้มากกว่า 20 กิโลเมตร ทนแรงกระแทกได้สูงถึง 1,000 – 3,000G ดังนั้นก็ไม่แปลกใจที่หลอดชนิดนี้จะถูกพบในอาวุธประเภทขีปนาวุธอย่างนี้


นอกจากนั้นก็ยังตรวจพบด้วยว่า ระบบนำทางเฉื่อย (Inertia guidance system ของจรวด Oreshnik นี้ใช้ Gyroscope รุ่นเดียวกับที่ใช้ในยานของโซเวียตสมัยตั้งแต่ Yuri Gagarin !! …. อันนี้ก็บ่งบอกถึงสไตล์การออกแบบของรัสเซียอย่างชัดเจนว่า อะไรที่ดีและแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ใช้ต่อไป

ภาพหลอด Krytron ที่พบในซากจรวด Oreshnik

Targeting pod

จากการปะทะกับไอ้ชั่วเขมรที่ผ่านมา กองทัพอากาศของไทยก็มีพระเอกก็คือเครื่องบินรบของเราที่ไปทิ้งระเบิด “หย่อนไข่” ที่มั่นทางทหาร และตัดกำลังการส่งกำลังบำรุงของไอ้พวกชั่วเขมร ในการทิ้งระเบิดอย่างแม่นยำนี้ กองทัพอากาศได้ใช้ระเบิดนำวิถีดวยเลเซอร์ Paveway II ซึ่งในการนำวิถีด้วยเลเซอร์ที่เครื่องบินจะต้องติดตั้งอุปกรณ์หนึ่งเรียกว่า Targeting pod ครับ


มันเป็นอุปกรณ์สำหรับเล็งเป้าให้อาวุธหลายประเภท อย่างเช่น ระเบิดนำวิถีของเลเซอร์ที่เครื่องบินรบของเราไป “หย่อนไข่” เขมรนั่นแหละครับ ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ Paveway II ของเราก็ใช้ Targeting pod ตัวนี้ใช้เลเซอร์ยิงจี้ไปที่เป้าหมายเขมร

ตัวกล้องตรวจการณ์และชี้เป้าหมายด้วยเลเซอร์จะอยู่ใต้ท้องเครื่องบิน  AT-6TH Wolverine ของ ทอ.เราตามภาพนี้ครับ


ส่วนพระเอกในงานนี้ก็คือระเบิด GBU-12 Paveway II (ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์) ขนาด 500 ปอนด์ …. ซึ่งวิ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยการชี้เลเซอร์จากกล้องดังกล่าว


มีเกร็ดความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับเครื่องบินกองทัพอากาศของเรารุ่นนี้ครับ

ความพิเศษของรุ่น “AT-6TH” …. ทำไมมี  ” TH ” ?  เครื่องบินรุ่นนี้แม้จะเป็นเครื่องบินอเมริกัน แต่รุ่นที่ ทอ.ไทยใช้มีความพิเศษในการผลิตก็คือในการประกอบเครื่องขั้นสุดท้ายในไทยนั้น ไทยได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีบางส่วนโดยเครื่องบินถูกส่งมาแบบชิ้นส่วนและนำมาประกอบขั้นสุดท้ายโดยบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด (Thai Aviation Industries – TAI) ที่ตาคลี นครสวรรค์  รุ่นเฉพาะของไทยมีรหัสลงท้าย “TH” หมายถึงรุ่นที่ปรับปรุงระบบและอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของกองทัพอากาศไทยโดยเฉพาะ

ซึ่งไทยถือเป็นลูกค้าต่างชาติรายแรกของโลกที่ได้ใช้เครื่องบินรุ่นนี้ต่อจากกองทัพอากาศสหรัฐ  เพราะ ทอ.ไทยลงนามในสัญญาจัดซื้อกับผู้ผลิต Textron Aviation Defense ในงาน Dubai Airshow ปี 2021  และก็เป็นการใช้เครื่องรุ่นนี้ในการปะทะหรือสงครามจริงครั้งแรกเหมือนกับ Gripen ด้วย

เวลาเครื่องบินรบ “เลี้ยว” จะเกิดอะไรขึ้น

ในช่วงที่เครื่องบินรบ Jet fighter เลี้ยวฉกาจด้วยการตีวงแคบ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “ตีลังกา” นั้นจะต้องมีการฝึกที่จะให้ร่างกายสามารถรับได้โดยไม่เวียนหัวหรือไม่เกิดความสับสนเสียก่อน

ส่วนในเรื่องของ “ความเร็ว”  ถ้าเป็นความเร็วที่คงที่ แม้จะเร็วมากขนาดเหนือเสียงก็ไม่มีปัญหากับร่างกายเลยครับ เพราะตามหลักฟิสิกส์แล้วถ้านักบินอยู่ในเครื่องบินหรือยานใด ๆ ที่มีความเร็วคงที่ แม้จะเร็วสักเพียงใดก็ไม่มีแรงมากระทำกับร่างกาย เนื่องจากแรงที่จะมากระทำจากร่างกายจะเกิดจากการเปลี่ยนความเร็วเท่านั้น

แต่จุดที่จะมีปัญหาจะเกิดตอนที่เลี้ยวโค้งแบบรุนแรง (ภาษาทหารเรียกว่า “เลี้ยวฉกาจ”)  การเลี้ยวโค้งแบบรุนแรงตีวงแคบจะทำให้เกิดปัญหากับนักบินก็คือแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางจะทำให้เลือดในร่างกายลงไปกองบริเวณส่วนล่างของร่างกาย ทำให้สมองขาดเลือดนักบินอาจจะหมดสติได้ ซึ่งในการฝึกของนักบินเครื่องบินรบจะมีการเน้นในจุดนี้เป็นพิเศษ

ภาพการ training นักบินให้ปรับตัวรับแรง g


และที่สำคัญที่สุดก็คือ  นักบินจะมี G-suit หรือ Anti G protection  มันคือชุดของนักบินที่มีส่วนประกอบพิเศษในการทำหน้าที่บีบร่างกายของนักบินช่วง ขา  หน้าท้องเพื่อให้เลือดไม่ไหลลงร่างกายมากเกินไป ทำให้เลือดยังไปเลี้ยงสมองได้พอทำให้นักบินไม่หมดสติ (Loss Of Consciousness : g-LOC)

ชุดต้านแรง g จะสามารถเพิ่มความสามารถในการทนแรง g ขึ้นไปได้อีก 1 g …. สมมุติว่านักบินคนหนึ่งสามารถทนได้ 8g (ทราบได้จากการทดสอบ)  เมื่อชุด G-suit ทำงานนักบินคนนั้นก็จะทนได้ 9g ครับ  

ชุดต้านแรง g ทำงานโดยรับอาการจาก sensor  แล้วส่งลมที่มีแรงดันเข้าไปในชุดและถุงลมก็จะพองรัดร่างกายส่วนล่างบางส่วนใว้