ทำไมภาพถ่ายอวกาศจึงสีสันสวยงาม

พวกวัตถุอวกาศที่เราเห็นสวยงามเหล่านั้น หากเรามองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นสีสันที่สดใสน้อยลงกว่าเดิมมาก หรืออาจเห็นเป็นโทนขาวดำหรือเทา ๆ เท่านั้นครับ

ขอยกตัวอย่างภาพของ Orion nebula
ภาพแรกนี้ถ่ายด้วยกล้องโทรทรรศน์ Hubble ด้วย sensor ของแสงในย่านต่าง ๆ หลายความยาวคลื่นดังนี้ครับ

หลังจากนั้น สถานีภาคพื้นดินก็นำภาพมา processes ให้เป็นภาพที่มีความคมชัดสูงและมีสีสันต่าง ๆ อย่างที่เราเห็นแบบนี้

ส่วนภาพนี้ถ่ายด้วยกล้อง DSLR โดยไม่มีการ processes ภาพใด ๆ เลย  ซึ่งจะเห็นว่าสีสันต่าง ๆ ลดลงมาก

ปกติแล้วการถ่ายภาพวัตถุอวกาศด้วยกล้องโทรทรรศน์จะมี sensor ในหลายย่านแสงครับ  ตั้งแต่ Infrared – Visible light – Ultraviolet – Xray จนไปถึงย่าน Gamma  เหตุที่ต้องถ่ายภาพแบบนี้เพราะเป็นการศึกษาองค์ประกอบของวัตถุอวกาศนั้น ๆ ว่ามีองค์ประกอบใดอยู่บ้าง  เช่น …
– ภาพถ่าย Infrared จะแสดงถึงดาวฤกษ์ที่มีอุณหภูมิต่ำ และพวกเมฆโมเลกุล  ฝุ่นอวกาศ
– ภาพถ่าย Visible light  จะแสดงถึงภาพรวมของวัตถุนั้น
– ภาพถ่าย X-Ray  แสดงถึงวัตถุที่มีพลังงานสูง และ มีแรงโน้มถ่วงสูง
  เช่น  ดาวนิวตรอน  หลุมดำ
– ภาพถ่าย Gamma  แสดงถึงปรากฏการณ์ที่ส่งพลังงานสูงออกมา
  เช่น Supernova , การเกิด Gamma Ray Burst (GRB) , Quasar

อย่างในภาพนี้  คือการถ่ายภาพแกแลคซี่ Andromeda ในหลายย่านแสงเพื่อศึกษาองค์ประกอบของมัน  จากภาพนี้จะเห็นว่าแสงย่าน Infrared คือดาวฤกษ์ส่วนใหญ่  ส่วนภาพ X-ray จะปรากฏขึ้นมาเป็นจุดฟ้า ๆ นิดเดียวเพราะวัตถุประเภทพลังงานสูงมักจะไปกระจุกตัวอยู่กลางแกแลคซี่ครับ

สีต่าง ๆ ของย่าน Infrared  X-ray และ gamma เราจะไม่รู้ว่าสีอะไรเพราะตามนุษย์มองเห็นแค่ย่าน Visible light (Optical) แค่นั้น ….. ดังนั้น  แสงในย่าน Infrared , Ultraviolet , X-ray , Gamma ที่ sensor กล้องโทรทรรศน์จับได้จึงกำหนดให้เป็นสีแดง ฟ้า น้ำเงินในขั้นตอนสร้างภาพเพื่อความเหมาะสมและเข้าใจได้ง่าย ๆ

ระเบิด Thermobaric

Thermobaric bomb นั้น  การระเบิดของอาวุธแบบนี้  จะไม่ได้ระเบิดแบบพวกปืนใหญ่ หรือ Missile ธรรมดาที่ใช้ดินระเบิดแรงสูง (High Explosive : HE)   แต่จะเป็นสารระเบิดแบบที่ก่อให้เกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง และ ใช้ Oxygen สูงมาก  อาวุธแบบนี้เมื่อระเบิดที่เป้าหมายแล้วพวกสิ่งปลูกสร้างอาจไม่เสียหายมากเท่าไหร่   แต่มันจะเกิดไฟเผาไหม้ขนาดยักษ์จนเกิดการแผ่รังสีความร้อนเข้าไปถึงซอกมุมด้านในที่มีคนหลบอยู่  ทำให้คนข้างในบาดเจ็บ/ตายและ  และที่สำคัญคือมันจะใช้อากาศไปในการเผาไหม้จนความกดอากาศบริเวณนั้นลดต่ำลงอย่างมากทำให้เกิดสภาพเกือบสูญญากาศข้างในอาคาร ฐานใต้ดิน ทำให้คนในนั้นบาดเจ็บได้มากครับ

ภาพนี้แสดงถึง negative pressure จากการเผาไหม้ของอาวุธ thermobaric  ซึ่ง negative pressure ที่ลดต่ำมาก ๆ ทำให้คนบาดเจ็บได้มากเช่น  อาการปอดฉีก  ตาถลน  หูหนวก  ตาบอด

สำหรับกรณีที่ท่านเจ้าของกระทู้ถามมา ก็คงหมายถึงเปลวไฟร้อนแรงอันมหาศาลของระเบิดประเภทนี้ครับ ซึ่งก็แน่นอนว่ามันฆ่าเชื้อไวรัสได้เพราะเปลวไฟและการเผาไหม้จะร้อนและนานกว่าระเบิดทั่วไป

รูปแกะสลักหิน Moai

รูปแกะสลักหิน “Moai” คืออะไร ?

Moai คือ รูปปั้นหินซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์และส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่เด่นชัด ถูกพบมากกว่า 887 ตัวกระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติราปานูอี ประเทศชิลี

Moai เกือบทั้งหมดที่พบนั้นถูกแกะสลักมาจากหินก้อนเดียว แต่บางตัวก็มีของประดับลักษณะคล้ายหมวกหรือมวยผมซึ่งเรียกว่า “ปูเกา” (pukao) เป็นชิ้นต่างหากอยู่บนศีรษะ มันถูกแกะสลักมาจากเหมืองหินที่ปล่องภูเขาไฟราโนรารากู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นที่ที่พบ Moai อยู่กว่า 400 ตัว

จากการค้นพบรูปปั้นที่ยังแกะสลักอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้น ทำให้มีการสันนิษฐานว่าเหมืองหินได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างกะทันหัน นอกจากนั้นในการค้นพบ Moai เกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพล้อมนอน ซึ่งเชื่อว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นผู้ทำให้มันล้ม

ลักษณะที่เด่นชัดของ Moai คือ ส่วนหัว แต่ก็มีหลายตัวซึ่งมีส่วนหัวไหล่, แขน และลำตัว ซึ่งเป็น Moai ที่พบหลังจากถูกฝังมานานนับปี ความหมายและวัตถุประสงค์ของการสร้าง Moai นั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีการสันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา

ข้อสันนิษฐานที่แพร่หลายมากที่สุดข้อหนึ่ง คือ รูปปั้น Moai ถูกแกะสลักโดยชาวโปลินีเซียซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะนี้เมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ข้อสันนิษฐานนี้เชื่อว่าพวกโปลินีเซียอาจสร้าง Moai ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หรืออาจจะเป็นผู้ซึ่งมีความสำคัญ ณ สมัยนั้น หรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะของครอบครัว

เห็นได้ชัดว่าการสร้าง Moai (ขนาดทั่วไปสูงประมาณ 3.5 เมตร หนัก 20 ตัน) นั้นต้องลงทุนลงแรงและใช้เวลาเป็นอย่างมาก หลังจากสร้างเสร็จแล้วยังต้องเคลื่อนย้ายรูปปั้นไปยังตำแหน่งที่ต้องการ การขนย้ายโมไอซึ่งหนักและใหญ่นั้นทำอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โดยชาวพื้นเมืองของเกาะนั้นมีความเชื่อว่า Moai นั้นเดินได้เอง

ในตำนานของเกาะนั้นกล่าวถึงหัวหน้าเผ่าซึ่งเสาะหาที่ตั้งบ้านใหม่ และเขาได้เลือกหมู่เกาะอีสเตอร์ หลังจากที่หัวหน้าเผ่าตายไป เกาะก็ได้ถูกแบ่งให้เหล่าลูกชายของเขาเพื่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าใหม่ เมื่อหัวหน้าเผ่าคนใดตายไปก็มีการนำโมไอไปตั้งไว้ ณ สุสาน ชาวเกาะทั้งหลายเชื่อว่ารูปปั้น Moai จะรักษาจิตวิญญาณของหัวหน้าเผ่าเหล่านั้นไว้ เพื่อให้นำสิ่งดี ๆ มาสู่เกาะ เช่น ฝนตก พืชพรรณสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ตำนานนี้อาจมีการบิดเบือนไปจากความจริงเนื่องจากได้มีการเล่าสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

เนื้อหาทั้งหมดนำมาจาก Wikipedia
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%AD