นักดาราศาสตร์หาระยะดวงดาวและกาแล็กซีอย่างไร ?

วันนี้จะขอเสนอวิธีการหาระยะทางของวัตถุอวกาศในระยะใกล้เช่น  ดาวฤกษ์ต่าง ๆ ที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่าไปจนถึงวัตถุที่ไกลมากอย่างแกแลคซี่ ครับ

วิธีที่นักดาราศาสตร์ใช้กันจะมี 4 วิธี  รายละเอียดตามนี้

  1. Trigonometric parallax
    หากดาวดวงนั้นอยู่ไม่ไกลมากนักคือไม่เกิน 500 ปีแสง  จะใช้วิธี  Trigonometric parallax ครับโดยเราจะใช้  ตำแหน่งโคจรของโลก ทั้ง 2 ฟากดวงอาทิตย์ซึ่งมีตำแหน่งห่างกันประมาณ 310 ล้านกิโลเมตรเป็นจุดกำหนดสำหรับการใส่ลงไปในสามเหลี่ยมตรีโกณมิติ และคำนวณระยะของดาวที่ต้องการหาได้ครับ

อีกรูปแบบหนึ่งของ Parallax ที่จะดูง่ายกว่ามาก

2. Spectroscopic Parallax
หากระยะทางของดาวไกลกว่านั้น  ก็จะใช้วิธีที่เรียกว่า Spectroscopic Parallax
โดยการวิเคราะห์แสงจากดาวดวงนั้น  เรียกว่ากระบวนการ photometry  ตาม Diagram ในภาพล่างนี้ครับ หลักการสำคัญของวิธีนี้  ก็คือจะต้องหาค่าความสว่าง 2 อย่างให้ได้  แล้วนำมาเข้าสูตร
ซึ่งการจะหาค่าของ Appearent magnitude นั้นไม่ยากเพราะกล้องโทรทรรศน์จะแสดงค่าได้อยู่แล้ว แต่ค่าความสว่างสัมบูรณ์ (Absolute magnitude) นี่สิ  ที่จะต้องมีขั้นตอนหน่อยนึง

ในวิธีนี้  จะมีแผนภาพหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ๆ ในการใช้หาค่า Absolute magnitude
แผนภาพนี้ชื่อว่า Hertzsprung-Russelll diagram (HR Diagram)  ภาพล่างนี้คือ HR diagram ที่แสดงรายละเอียดครบ  ส่วนสำคัญก็คือ Spectral Class ของดาว (ด้านบนสุด)
และตรงกลางของ diagram ก็คือการ plotting ดาวจำนวนมากกว่า 22,000 ดวง
ซึ่งเป็นการ plot ความสัมพันธ์ระหว่าง ความสว่าง และ Spectral ของดาวฤกษ์ครับ

ในการเทียบหา absolute magnitude ของวิธีนี้  เราก็จะต้องทราบ spectral class ของดาว
และ Luminustry class (ที่เป็นเลขโรมัน)  เรากจะสามารถลากกราฟไปหาค่า absolute magnitude ได้ครับ

Spectral class ของดาว  จะมี format การเขียนตามมาตรฐานของ Morgan–Keenan (MK) system  ดังนี้ ….
1. ตัวอักษร Spectal
2. เลข sub spectral แสดงความสว่าง (0 – 9)
3. เลขโรมัน  แสดง luminosity class
เช่น  ดวงอาทิตย์ของเรา คือ G2V  (ดาว class G2  ที่อยู่ในแถบลำดับหลัก Vเลขโรมัน)

3. Variable Star
และ …. หากเป็นการหาระยะของ วัตถุอวกาศที่มีระยะไกลมาก  นักดาราศาสตร์ใช้วิธีคำนวณระยะจากการวัดความสว่างของ Cepheid variable stars (ดาวแปรแสงชนิดเซเฟอิด)  และ  ดาวแปรแสงแบบอาร์อาร์ไลแร (RR Lyrae) ซึ่งดาวฤกษ์ทั้ง 2 ชนิดนี้  มีคาบการแปรแสงคงที่มาก  ทำให้เราสามารถนำเอา absolute luminosity (ค่าส่องสว่างสัมบูรณ์) และ  appearent magnitude (ความสว่างปรากฏ) ของมันมาหาระยะทางอันแน่นอนได้ครับ ซึ่งวิธีนี้จะแม่นยำที่สุดในการหาระยะของตำแหน่งใด ๆ ในแกแลคซี่ หรือ กระจุกดาว ที่มีดาวฤกษ์ประเภทนี้อาศัยอยู่ ครับ

วิธีการ  จะเริ่มด้วยการหาค่าของ ช่วงเวลาที่ดาวแปรแสง ขึ้น และ ลง ก่อนครับ  ว่าคาบเวลานั้นกี่วัน  
ต่อจากนั้น ก็นำไปเทียบกับฐานข้อมูลว่าดาวแปรแสงทั้ง 2 ชนิดนั้น  หากมีคาบเท่านี้จะมี Absolute magnitude เท่าใด เมื่อได้ครบ 2 อย่าง คือทั้ง Appearent – Absolute magnitude …… ก็นำไปเข้าสูตรได้เลยครับ

4. Red shift & Hubble constant
สุดท้าย  การหาระยะทางของวัตถุที่อยู่ไกลมาก ๆ เช่น  แกแลคซี่ไกลโพ้น  จะต้องใช้วิธี Doppler’s redshift ครับ วิธีการก็คือ  จะใช้ Spectograph ของกล้องโทรทรรศน์ในการวิเคราะห์ แถบ Hydrogen เพื่อหา ความยาวคลื่นที่ Shift ออกไป  โดยเทียบกับ Spectrum มาตรฐานครับ   และเมื่อได้ความยาวคลื่นที่เปลี่ยนไปแล้วก็นำไปคำนวณหา ความเร็ว ของแกแลคซี่นั้นได้เลย  จากสูตรนี้

และเมื่อได้ความเร็วจากสมการด้านบนแล้ว  ก็นำไปหา ระยะทาง ได้เลยจากสูตรนี้ครับ

d = V / H0
d = ระยะทางจากโลกถึงกาแลกซี
V = ความเร็วในการถอยห่างของกาแลกซี
H0 = ค่าคงที่ของฮับเบิล = 71 km/s/Mpc

ค่าคงตัวของ Hubble (Hubble constant) นี้  มาจากการวิเคราะห์ของนักดาราศาสตร์ Edwin Hubble ที่ว่าความเร็วในการถอยห่างจากเราของแกแลคซี่ไกลโพ้น กับ ระยะทางของแกแลคซี่ นั้นเป็นกราฟเส้นตรง  ดังนั้นจึงสามารถกำหนดค่าคงตัวได้  และนำไปคูณกับความเร็วของแกแลคซี่เป็นสูตรง่าย ๆ ได้ครับ

“ถ่านไม้” ใช้แทนน้ำมันในรถยนต์ได้จริงหรือ ?

จากข่าวที่มีช่างเครื่องชาวคิวบาคนหนึ่งได้ดัดแปลงรถยนต์ของตนเองให้สามารถใช้ “ถ่าน” เพื่อเป็นเชื้อเพลิงแก่เครื่องยนต์รถยนต์ Fiat Polski รุ่นปี 1980 ของตัวเองได้  ผมลองไปหาข้อมูลดูเพิ่มเติมมันคือศาสตร์ทางด้านเคมีอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Gasification ครับ

มีบทความอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดครับ …. การเปลี่ยนถ่านให้เป็นก๊าซ (Char gasification)
https://www.sciencedirect.com/topics/engineering/char-gasification


การเปลี่ยนถ่านให้เป็นก๊าซ (Char gasification) คือการเปลี่ยนถ่านไม้/ถ่านหิน/ถ่านโค้กให้กลายเป็นก๊าซสังเคราะห์ (synthesis gas) หรืออีกชื่อนึงที่เคยใช้ในวงการยานยนต์ในอดีตคือ “Producer gas” ครับ  ซึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนัก จึงมีนักประดิษฐ์แถบประเทศสแกนดิเนเวียคิดค้นรถยนต์วิ่งด้วยถ่านไม้ขึ้น โดยมีรถยนต์และเครื่องจักรทางการเกษตรนับล้านคันทั่วโลกในยุคนั้นวิ่งด้วย “แก๊สไม้” (Wood gas) นี้ …. แต่ต้นกำเนิดของแนวคิดนี้จริง ๆ ก็คือวิศวกรเคมีชาวฝรั่งเศส Georges Imbert  ซึ่งได้สร้างเครื่องต้นแบบกำเนิดแก๊สไม้จากถ่านโค้กในปี 1923

เครื่องกำเนิดแก้สไม้บนหลังรถกระบะ Dodge RAM 1500 ที่เจ้าของไร่แห่งหนึ่งในอเมริกาใช้งานอย่างจริงจัง (ปี 2011)

รถบัสที่มีเครื่องกำเนิดแก้สไม้ด้านหลัง  เป็นรถของบริษัท Kanachu ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถบัสรายใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของจังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น


Producer gas , Wood gas คือก๊าซเชื้อเพลิงที่ผลิตโดยการเป่าอากาศและไอน้ำผ่านเตาสันดาป โดยในเตาสันดาปนี้ก็จะมีวัตถุดิบเป็นของราคาถูกอย่างเช่นถ่านไม้ , ถ่านโค้กหรือถ่านหิน  ถ่านพวกนี้เมื่อเผาไหม้แล้วจะประกอบด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไฮโดรเจน (H2) และไนโตรเจน (N2) ในปริมาณมาก  ซึ่ง product จากการเผาไหม้ถ่านพวกนี้แหละที่จะนำมาผ่านกระบวนการ char gasification เพื่อให้สุดท้ายแล้วกลายเป็นก๊าซเชื้อเพลิง (แก้สมีเทน)


2 ภาพล่างนี้คือรถยนต์ของฮวน คาร์ลอส ปิโน ช่างเครื่องชาวคิวบาวัย 56 ปีได้ดัดแปลงรถยนต์ Fiat Polski รุ่นปี 1980 ให้สามารถใช้ “ถ่านไม้” เป็นเชื้อเพลิงได้


แปลและเรียบเรียงจาก
– https://en.wikipedia.org/wiki/Wood_gas_generator
– https://en.wikipedia.org/wiki/Gasification

สุดท้ายนี้ ….. ขอให้วิกฤตการณ์น้ำมันโลกในครั้งนี้จงยุติโดยเร็ว

พาพันขอบคุณ

แมงกะพรุนพิษร้าย

แมงกะพรุนมีพิษที่เรารู้จักกันดีมานานก็คือ Portuguese man o’ war แต่ Portuguese man o’ war มันตัวใหญ่และสีเข้มเห็นได้ชัดเจนเวลาเราเล่นน้ำทะเลครับ

ที่มาของชื่อแมงกะพรุนชนิดนี้ มาจากลักษณะส่วน “กระโดง” ของมันที่คล้ายกับใบเรือของเรือรบโปรตุเกสสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่เรียกกันว่า man-of-war หรือ man-o’-war ครับ


แต่มีแมงกะพรุนพิษร้ายแรงอีกชนิดหนึ่งคือ “แมงกะพรุนอิรุคันจิ” (Irukandji Jellyfish) ตัวเล็กมากเท่าปลายนิ้วเท่านั้น แม้จะมีขนาดตัวที่เล็กมากแค่ “เล็บ” มือเราแต่พิษของมันสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

🪼ตัวของมันมีขนาดประมาณปลายนิ้วก้อย (ประมาณ 1–2 เซนติเมตร) ส่วนหัวมีรูปร่างคล้ายกระดิ่งหรือกล่อง (Box Jellyfish)
🪼​มีหนวด 4 เส้น ยาวได้ตั้งแต่ไม่กี่เซนติเมตรไปจนถึง 1 เมตร ซึ่งหนวดนี้เต็มไปด้วย “เข็มพิษ” (Nematocysts) จำนวนมหาศาล
🪼​ตัวมันใสมากจนเกือบจะโปร่งแสง ทำให้มองเห็นได้ยากมากในน้ำทะเล

​ความน่ากลัวของมันไม่ได้อยู่ที่แผลภายนอก แต่อยู่ที่ “กลุ่มอาการอิรุคันจิ” ที่จะเกิดขึ้นหลังถูกต่อยประมาณ 5–40 นาที
⚠️​ความเจ็บปวดสุดขีด ปวดหลังอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องอืด และปวดศีรษะ
⚠️​ระบบหัวใจและปอด อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูง ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดสภาวะน้ำท่วมปอด
⚠️​ผู้ป่วยมักจะมีความรู้สึก “กลัวตุยอย่างรุนแรง” ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของพิษต่อระบบประสาท

เดิมทีพบมากในแถบชายฝั่งตอนเหนือของออสเตรเลีย

​ในประเทศไทย มีรายงานการพบแมงกะพรุนชนิดนี้ในน่านน้ำไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในแถบทะเลอันดามันและอ่าวไทย (เช่น เกาะกระดาด จังหวัดตราด หรือหมู่เกาะทางภาคใต้) มักพบมากในช่วงหลังพายุฝนหรือช่วงที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น