ขีปนาวุธของอิหร่าน

จากข่าวอิหร่านยิงขีปนาวุธ 2 ลูกใส่เกาะ Diego Garcia …. ถือว่าสร้างความสะเทือนให้ทั้งอิสราเอล สหรัฐ และประเทศฝั่ง NATO ครับ  เพราะว่าเกาะ Diego Garcia ห่างจากดินแดนอิหร่านถึง 3,800 กิโลเมตร

เกาะ Diego Garcia เป็นเกาะเล็ก ๆ จากจำนวน 58 เกาะในหมู่เกาะ Chagos Archipelago


ดังนั้น จากข้อมูลเดิมที่ว่า ballistic Missile ของอิหร่านยิงได้ไกลประมาณ 2,000 กิโลเมตรก็ไม่ใช่แล้ว  เพราะนี่มันไกล 2 เท่าเลย

ผมลองไล่อ่านข่าวดู ก็มีรายงานว่าผลการโจมตีฐานทัพที่เกาะนี้ไม่ได้รับความเสียหาย  เพราะการยิงจรวดทั้ง 2 ลูกนั้นลูกหนึ่งถูกสกัดโดยจรวด SM-3 ของสหรัฐ และอีกลูกหนึ่งเกิดข้อผิดพลาดในตัวมันเอง


ซึ่งหากดูโครงการขีปนาวุธของอิหร่านในเว็บนี้
https://www.iranwatch.org/our-publications/weapon-program-background-report/table-irans-missile-arsenal
ก็จะมี ballistic missile รุ่นที่ยิงได้ไกล 4,000 – 5,000 กิโลเมตรอยู่ด้วย

เท่าที่ผมทราบข้อมูลและอ่านพวกบทวิเคราะห์ในอินเตอร์เน็ตตามเว็บต่าง ๆ การที่อิหร่านยิงขีปนาวุธ 2 ลูกนี้  น่าจะเป็นการยิงจรวดแบบ SLV ไม่รุ่นใดรุ่นหนึ่งตามภาพบนนี่แหละครับ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าจรวด SLV ที่ยิงไปนั้นเป็นจรวดที่พร้อมเป็นขีปนาวุธหรือยัง ?

ที่บอกว่าเป็นจรวดที่พร้อมเป็นขีปนาวุธหรือยังก็หมายความว่า จรวดแบบ SLV ซึ่งปกติจะใช้ในการส่งดาวเทียมเท่านั้น มีระบบนำทางที่แม่นยำและมีระบบในการปล่อยหัวรบออกมาเหมือนกับขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM หรือยัง ?  หรือครั้งนี้อิหร่านแค่ยิงขู่หรือต้องการแค่ “ส่งสัญญาณ” ว่าฉันสามารถทำระยะยิงได้ไกลได้แล้วนะเว้ย  ส่วนระบบนำทางยังพัฒนาไม่ถึงขั้นหรือยังพัฒนาไม่เสร็จ ?

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ จรวดแบบ SLV ซึ่งอิหร่านมีอยู่แล้วในมือ 3 รุ่นตามภาพข้างบนนั้น …. การที่จะดัดแปลง SLV ไปเป็น “ขีปนาวุธ” ที่ยิงได้ไกลระดับ 4,000 ถึง 5,000 กิโลเมตรพร้อมระบบนำทาง + ระบบปล่อยหัวรบมันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก จุดนี้แหละที่การข่าวทั่วโลกยังไม่รู้ ซึ่งหากทำได้จริงก็ต้องประเมินศักยภาพของอิหร่านใหม่หมดเลย

และมีหลายบทวิเคราะห์ก็กล่าวกันว่า ขีปนาวุธที่อิหร่านใช้ในครั้งนี้จะเป็นขีปนาวุธพิสัยกลาง “Khorramshahr-4” ซึ่งเป็นขีปนาวุธแบบเชื้อเพลิงเหลวมีระยะทำการประมาณ 2,000 กิโลเมตร  แต่ถูกนำมาดัดแปลงใช้ในรูปแบบที่สามารถยิงได้ไกลเกือบ 2 เท่าจากสเปคเดิม โดยการลดน้ำหนักบรรทุก (payload) และปรับเปลี่ยนรูปแบบของ trajectory ….. อธิบายง่าย ๆ ก็คือ  นำขีปนาวุธ Khorramshahr-4 มาลดขนาดของหัวรบให้น้อยลงจากหัวรบหนัก 1,500 กิโลกรัมหรือ 300 – 500 กิโลกรัม และปรับเปลี่ยนการเดินทางขีปนาวุธเป็นเส้นโค้งเพื่อให้ยิ่งไกลขึ้นแต่ความแม่นยำจะลดลงมาก

ซีเซียม 137 (Caesium-137)

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2566 โดยแท่งสารกัมมันตรังสีหายไปจากโรงไฟฟ้าใน จ.ปราจีนบุรี ก่อนพบว่าถูกหลอมที่โรงงานเหล็ก ทำให้ฝุ่นปนเปื้อนกระจายออกไปส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน กระแสความวิตกกังวลเรื่อง “ซีเซียม 137” จึงเกิดขึ้น  ผมจึงขอนำเสนอความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้  เพื่อให้ท่านทราบถึงคำศัพท์ต่าง ๆ เผื่อว่าเห็นในข่าวจะได้เข้าใจความหมายครับ

ซีเซียม 137 (Caesium-137)  คืออะไร
Caesium  เป็นธาตุบริสุทธิ์ชนิดหนึ่งเป็นธาตุโลหะอัลคาไล  ลักษณะอ่อน-เหลว มีจุดหลอมเหลว 28.5 °C   สีเงินผสมทอง มันเป็น 1 ใน 5 ธาตุโลหะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (เราคุ้นเคย “ปรอท” อยู่ตัวเดียวที่เป็นโลหะเหลว)

   บรรดาธาตุทุกประเภทในโลกเราจะมีลักษณะอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Isotope …. Isotope ของธาตุต่าง ๆ จะมีแบบเสถียร (Stable) และไม่เสถียร (Unstable)   ตัวที่ไม่เสถียรจะสลายตัวปล่อยกัมมันตรังสี (Radioactive) ออกมาครับ Isotope หนึ่งของธาตุ Caesium ที่นำมาใช้ประโยชน์คือ Caesium-137  ประโยชน์ของมันก็คือ Caesium-137 จะสลายตัว (Decay) ปล่อยอนุภาคออกมา 2 ตัว คือ  อนุภาค Beta และ Gamma การใช้ประโยชน์คือนำอนุภาคนี้ไปใช้ทางการแพทย์ในอุตสาหกรรม / วิทยาศาสตร์  เพราะ Beta , Gamma มันแพร่ “ทะลุ” วัสดุต่าง ๆ ได้

Cs-137  ปกติแล้วจะเป็นโลหะเหลวที่อุณหภูมิอุ่น ๆ ร้อน ๆ แบบเมืองไทย

Caesium-137 ในเหตุการณ์นี้  ใช้ทำอะไร ?
โรงไฟฟ้าที่เกิดเหตุเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล คือนำพวกเศษวัสดุต่าง ๆ ที่เป็นชีวมวลอย่าง กากอ้อย  เศษไม้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มน้ำนำไอน้ำไปขับ Generator ผลิตไฟฟ้า ในการเผาวัสดุเหล่านี้จะต้องมีการตรวจสอบระดับของขี้เถ้าในไซโลว่ามีปริมาณเท่าใดซึ่งอุปกรณ์ตรวจจับระดับขี้เถ้านี้แหละ  ที่ใช้ Cs-137 เรียกว่า Nucleonic Gauges  มันจะใช้ธาตุกัมมันตรังสี 2 ตัวคือ Cs-137 และ Americium-241 แพร่ gamma ray ออกมาใน 2 ระดับพลังงาน เรียกว่าเทคนิค transmission of dual energy γ-ray
http://instrmentationtechnics.blogspot.com/2016/05/principles-of-nucleonic-gauges.html

อุปกรณ์ตรวจจับระดับขี้เถ้า Nucleonic Gauges  ในไซโลเก็บขี้เถ้าของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้หลักการของ gamma ray จะทะลุผ่านผนังไซโลไปยัง detector โดยหากมี Fly Ash (เถ้าลอย) สะสมมาก ๆ ความเข้มข้นของ gamma ray  ที่รับโดย detector จะมี level ที่ลดลง

การใช้ Cs-137 มันจะสะดวกมากเพราะมัน “ทะลุ” ผ่านผนังไซโลได้  ตัวอุปกรณ์เองก็ไม่ต้องบำรุงรักษา ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเพราะมันแพร่อนุภาคออกมาเองตลอดเวลาใช้ได้นานหลายสิบปีเพียงแค่ติดไว้เฉย ๆ (แต่ฝั่ง detector จะต้องใช้ไฟฟ้า เพราะมันคือ electronics)

Cs-137  อันตรายอย่างไร ?
ด้วยความที่ Cs-137  decay แพร่อนุภาคออกมาตลอดเวลามันจึงอันตราย  เพราะอนุภาค Beta , Gamma สามารถ “ทะลุ” ผ่านเสื้อผ้า ผ่านผิวหนังเราได้

จากแผนผังการ Decay นี้  จะเห็นว่ามีการปล่อยอนุภาคออกมา 2 ตัว คือ Beta , Gamma 
การเข้าใกล้ Cs-137 แค่ 1 -2 เมตร  (แค่วางไว้เฉย ๆ ไม่มีการฟุ้งกระจาย) จะทำให้เกิดการไหม้ของผิวหนังจากการทะลุทะลวงของอนุภาค Beta , Gamma  และจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้เนื่องจากรังสี Gamma เป็น Photons พลังงานสูง มันจะทะลุทะลวงเข้าไปในระดับเซลล์ของเราทำให้เซลล์เสียหายในระดับ Atom  ทำให้เนื้อเยื่อกลายเป็นมะเร็งได้ นอกจากนี้ร่างกายเราจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันลดลงเนื่องจากอนุภาค Beta , Gamma ไปทำลายเม็ดเลือดขาว

รายละเอียดของ Alpha  Beta  Gamma

ครึ่งชีวิต  คืออะไร ?
ครึ่งชีวิต  ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์คือ Half-life มันหมายความถึงว่า  ธาตุกัมมันตรังสีตัวนั้นแพร่อนุภาค (Decay) ด้วยอัตราเร็วเท่าใด ธาตุใด / Isotope ใดมีครึ่งชีวิตสั้น = อันตราย
เพราะมันจะแพร่รังสีเร็วมากจนมันสลายตัวไปหมดเร็ว อย่าง Cs-137  มีครึ่งชีวิต 30.1 ปี  ก็หมายความว่า Cs-137  100 กรัม  เมื่อตั้งทิ้งไว้ 30.1 ปีมันจะสลายตัวจนก้อนนั้นหดลงเหลือ 50 กรัม
และ …. หากตั้งทิ้งต่อไปอีก 30.1 ปีก้อน Cs-137 จะสลายตัวหดลงเหลือ 25 กรัม

ขอแนะนำเวบสำเร็จรูปคำนวณ Half-life ครับ
https://www.omnicalculator.com/chemistry/half-life

หากได้รับกัมมันตรังสีจาก Cs-137  มีทางรักษาหรือไม่ ?
ในทางการแพทย์จะมีวิธีรักษามานานแล้วครับโดยใช้ ปรัสเซียนบลู (Prussian blue)
อ่านรายละเอียด (ภาษาไทย) ได้ที่นี่
http://nkc.tint.or.th/nkc54/content-01/nstkc54-031.html

คำว่า “ฝุ่นแดง” ในข่าวต่าง ๆ คืออะไร ?
ขออธิบายเรื่องเตาหลอมเหล็ก ก่อนครับ เตาหลอมเหล็กจะใช้อุณหภูมิประมาณ 1,600 – 1,700 ℃
เพื่อหลอมเหล็กทุกประเภทให้ละลายเป็นของเหลวสมบูรณ์และ  เหล็กทั่วไปที่ใช้ในอุตสาหกรรม / โครงสร้างต่าง ๆ จะเป็นเหล็กกัลวาไนซ์  คือ เหล็กที่ถูกนำไปชุบกัลวาไนซ์ (สังกะสี)
หรือจะเรียกกันว้า เหล็กชุบซิงค์  ทั้งนี้เพื่อเหล็กทนต่อความชื้น เมื่อนำเศษเหล็กเหล่านี้ที่อาจมีสิ่งแปลกปลอมปะปนเข้าไปอย่างอุปกรณ์ตัวนี้ …. เมื่อเข้าไปในเตาเจอความร้อน 1,700 ℃  สังกะสีที่มีจุดเดือด 950 ℃ และ  Cs-137 ที่มีจุดเดือด 670 ℃  จะกลายเป็นไอฟุ้งอยู่ในเตาหลอม  และเมื่อปิดเตา  ไอสังกะสี  / ไอ Cs-137  และ ไอวัสดุอื่น ๆ  จะกลายเป็น “ฝุ่น” รวม ๆ กันเป็นสีแดง  จึงเรียกว่า “ฝุ่นแดง” ครับ


ทีนี้  หากโรงหลอมแห่งนั้นได้พลาดหลอมอุปกรณ์นี้ ฝุ่นแดงที่โกยออกมาจากเตาหลอมจะมีผง Cs-137 ปะปนอยู่ด้วย  และมันจะแพร่รังสีตลอดเวลา “ฝุ่นแดง” จะถือเป็นของเสียจากโรงถลุง/หลอมเหล็ก ปกติแล้วโรงงานในไทยจะส่งฝุ่นแดงไปยังโรงงานรีไซเคิลในไทยหรือ  อาจส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อรีไซเคิลเอาสังกะสีที่อยู่ในฝุ่นแดงมาใช้ประโยชน์อีก

ทำไมภาพถ่ายอวกาศจึงสีสันสวยงาม

พวกวัตถุอวกาศที่เราเห็นสวยงามเหล่านั้น หากเรามองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นสีสันที่สดใสน้อยลงกว่าเดิมมาก หรืออาจเห็นเป็นโทนขาวดำหรือเทา ๆ เท่านั้นครับ

ขอยกตัวอย่างภาพของ Orion nebula
ภาพแรกนี้ถ่ายด้วยกล้องโทรทรรศน์ Hubble ด้วย sensor ของแสงในย่านต่าง ๆ หลายความยาวคลื่นดังนี้ครับ

หลังจากนั้น สถานีภาคพื้นดินก็นำภาพมา processes ให้เป็นภาพที่มีความคมชัดสูงและมีสีสันต่าง ๆ อย่างที่เราเห็นแบบนี้

ส่วนภาพนี้ถ่ายด้วยกล้อง DSLR โดยไม่มีการ processes ภาพใด ๆ เลย  ซึ่งจะเห็นว่าสีสันต่าง ๆ ลดลงมาก

ปกติแล้วการถ่ายภาพวัตถุอวกาศด้วยกล้องโทรทรรศน์จะมี sensor ในหลายย่านแสงครับ  ตั้งแต่ Infrared – Visible light – Ultraviolet – Xray จนไปถึงย่าน Gamma  เหตุที่ต้องถ่ายภาพแบบนี้เพราะเป็นการศึกษาองค์ประกอบของวัตถุอวกาศนั้น ๆ ว่ามีองค์ประกอบใดอยู่บ้าง  เช่น …
– ภาพถ่าย Infrared จะแสดงถึงดาวฤกษ์ที่มีอุณหภูมิต่ำ และพวกเมฆโมเลกุล  ฝุ่นอวกาศ
– ภาพถ่าย Visible light  จะแสดงถึงภาพรวมของวัตถุนั้น
– ภาพถ่าย X-Ray  แสดงถึงวัตถุที่มีพลังงานสูง และ มีแรงโน้มถ่วงสูง
  เช่น  ดาวนิวตรอน  หลุมดำ
– ภาพถ่าย Gamma  แสดงถึงปรากฏการณ์ที่ส่งพลังงานสูงออกมา
  เช่น Supernova , การเกิด Gamma Ray Burst (GRB) , Quasar

อย่างในภาพนี้  คือการถ่ายภาพแกแลคซี่ Andromeda ในหลายย่านแสงเพื่อศึกษาองค์ประกอบของมัน  จากภาพนี้จะเห็นว่าแสงย่าน Infrared คือดาวฤกษ์ส่วนใหญ่  ส่วนภาพ X-ray จะปรากฏขึ้นมาเป็นจุดฟ้า ๆ นิดเดียวเพราะวัตถุประเภทพลังงานสูงมักจะไปกระจุกตัวอยู่กลางแกแลคซี่ครับ

สีต่าง ๆ ของย่าน Infrared  X-ray และ gamma เราจะไม่รู้ว่าสีอะไรเพราะตามนุษย์มองเห็นแค่ย่าน Visible light (Optical) แค่นั้น ….. ดังนั้น  แสงในย่าน Infrared , Ultraviolet , X-ray , Gamma ที่ sensor กล้องโทรทรรศน์จับได้จึงกำหนดให้เป็นสีแดง ฟ้า น้ำเงินในขั้นตอนสร้างภาพเพื่อความเหมาะสมและเข้าใจได้ง่าย ๆ