ว่าด้วย “ร้อนตับแตก”

เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว …. มีคำหนึ่งที่เราได้ยินกันมานานหลายสิบปีก็คือ “ร้อนตับแตก” จึงอยากเสนอเกร็ดความรู้เล็กน้อยถึงที่มาของคำนี้ครับ

บ้านเรือนของไทยในสมัยโบราณย้อนไปได้ถึง 200 – 300 ปีก่อนหน้านี้ก็ใช้ประโยชน์จากต้นไม้บางประเภทมาทำโครงสร้างและส่วนหลังคาครับ อย่างเช่นพวกละครย้อนยุคที่เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือบ้านเรือนสมัยนั้นจะใช้ไม้ไผ่ทำโครงสร้าง และในส่วนหลังคาก็จะเป็นหลังคามุงจาก

ภาพหลังคามุงจาก


หลังคามุงจากนั้นประกอบมาจาก “ตับจาก”  โดยใช้มุงหลังคาโดยซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ให้หนาเพียงพอที่จะสามารถกันน้ำฝนได้  ตับจากทำโดยนำใบจากมาพับครึ่งกับท่อนไม้ไผ่และใช้หวายธรรมชาติเย็บเข้าด้วยกันจนเป็นตับจาก

ภาพชัด ๆ ของ “ตับจาก”


สำนวน “ร้อนตับแตก” มันก็มาจากการที่ตับจากเมื่อใช้ไปนาน ๆ ถูกความร้อนจนแห้งกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน เมื่อโดนแดดร้อนจัดตับจากซึ่งวางเบียดติดกันและทับกันก็จะขยายตัว และแตกเกิดเสียงดังเปรี๊ยะ

(ภาพผมสร้างจาก Gemini AI)


ต่อไปเป็นสาระของ ต้นจาก
ต้นจาก เป็นพืชจำพวกปาล์มและมันเป็นปาล์มเพียงชนิดเดียวที่เป็นพืชในป่าชายเลนทั้งในบริเวณน้ำจืดและน้ำกร่อย มีลำต้นอยู่ใต้ดิน  ต้นจากเป็นพืชเก่าแก่มากชนิดหนึ่ง มีซากดึกดำบรรพ์ตรวจสอบอายุเก่าถึง 70 ล้านปี

ภาพใกล้ ๆ ของต้นจาก และมี “โหม่งจาก” ที่โคนต้น


ต้นจากจะมีส่วน “ผล” ที่มีเปลือกแข็งเป็นกลุ่มรวมกันเรียกว่า “โหม่งจาก” ซึ่งในโหม่งจะมีเนื้อจากสีขาวนิ่มคล้ายวุ้นข้าง  ใน 1 โหม่งจะมีลูกจากประมาณ 50 – 120 ผล


เนื้อลูกจากที่แกะจากโหม่งจาก ส่วนมากจะนำมาเชื่อมหรือลอยแก้ว


ส่วน “ขนมจาก” นั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อที่แกะจากโหม่งจากตามภาพบนนะครับ แต่จะเป็นการใช้ประโยชน์จากใบจากนำมาห่อไส้ …. ใส้ที่ทำมาห่อทำจากมะพร้าวทึนทึก + มะพร้าวอ่อน + น้ำตาลมะพร้าว ผสมแป้งข้าวเหนียวดำและปรุงรสอร่อยด้วยเกลือและน้ำตาล คนในกระทะให้เข้ากันพอเหนียว ๆ วางห่อในใบจากจากนั้นกล็ดหัวท้ายด้วยไม้กลัด

จากนั้นก็ย่างด้วยไฟอ่อน ๆ ให้ใบจากแห้งและหอมไฟ กลิ่นจากใบจากจะทำให้ขนมหอมเป็นเอกลักษณ์  เนื้อขนมหนึบ ๆ มีความหวานหอมจากน้ำตาลมะพร้าว


เพื่อป้องกันความสับสนขออธิบายตามภาพล่างนี้ครับ …. ก็คือ “ลูกจาก” มาจากต้นจาก ซึ่งขึ้นเฉพาะป่าชายเลนเท่านั้น  ส่วน “ลูกชิด” ที่ใส่ในขนมมันมาจากต้นตาว พบทางป่าดงดิบภาคเหนือเท่านั้นครับ ถิ่นที่อยู่ของต้นไม้ 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างมาก

เวลาเครื่องบินรบ “เลี้ยว” จะเกิดอะไรขึ้น

ในช่วงที่เครื่องบินรบ Jet fighter เลี้ยวฉกาจด้วยการตีวงแคบ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “ตีลังกา” นั้นจะต้องมีการฝึกที่จะให้ร่างกายสามารถรับได้โดยไม่เวียนหัวหรือไม่เกิดความสับสนเสียก่อน

ส่วนในเรื่องของ “ความเร็ว”  ถ้าเป็นความเร็วที่คงที่ แม้จะเร็วมากขนาดเหนือเสียงก็ไม่มีปัญหากับร่างกายเลยครับ เพราะตามหลักฟิสิกส์แล้วถ้านักบินอยู่ในเครื่องบินหรือยานใด ๆ ที่มีความเร็วคงที่ แม้จะเร็วสักเพียงใดก็ไม่มีแรงมากระทำกับร่างกาย เนื่องจากแรงที่จะมากระทำจากร่างกายจะเกิดจากการเปลี่ยนความเร็วเท่านั้น

แต่จุดที่จะมีปัญหาจะเกิดตอนที่เลี้ยวโค้งแบบรุนแรง (ภาษาทหารเรียกว่า “เลี้ยวฉกาจ”)  การเลี้ยวโค้งแบบรุนแรงตีวงแคบจะทำให้เกิดปัญหากับนักบินก็คือแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางจะทำให้เลือดในร่างกายลงไปกองบริเวณส่วนล่างของร่างกาย ทำให้สมองขาดเลือดนักบินอาจจะหมดสติได้ ซึ่งในการฝึกของนักบินเครื่องบินรบจะมีการเน้นในจุดนี้เป็นพิเศษ

ภาพการ training นักบินให้ปรับตัวรับแรง g


และที่สำคัญที่สุดก็คือ  นักบินจะมี G-suit หรือ Anti G protection  มันคือชุดของนักบินที่มีส่วนประกอบพิเศษในการทำหน้าที่บีบร่างกายของนักบินช่วง ขา  หน้าท้องเพื่อให้เลือดไม่ไหลลงร่างกายมากเกินไป ทำให้เลือดยังไปเลี้ยงสมองได้พอทำให้นักบินไม่หมดสติ (Loss Of Consciousness : g-LOC)

ชุดต้านแรง g จะสามารถเพิ่มความสามารถในการทนแรง g ขึ้นไปได้อีก 1 g …. สมมุติว่านักบินคนหนึ่งสามารถทนได้ 8g (ทราบได้จากการทดสอบ)  เมื่อชุด G-suit ทำงานนักบินคนนั้นก็จะทนได้ 9g ครับ  

ชุดต้านแรง g ทำงานโดยรับอาการจาก sensor  แล้วส่งลมที่มีแรงดันเข้าไปในชุดและถุงลมก็จะพองรัดร่างกายส่วนล่างบางส่วนใว้

Rocket plume

ปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากบนท้องฟ้า เห็นแล้วก็นึกถึงจานบินต่างดาวไม่มีผิดเลย ถึงแม้สิ่งนี้จะดูน่าตื่นเต้น แต่มันคือสิ่งที่เรียกว่า Rocket plume มันคือกลุ่มควันจากจรวดบนท้องฟ้า เกิดจากแสงแดดส่องกระทบไอเสียของจรวดที่พุ่งขึ้นสูง ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นจากการปล่อยจรวดทั่วไป ที่เห็นบ่อยในช่วงนี้ก็คือจรวด SpaceX Falcon 9